ไทยปล่อย 18 เชลยกัมพูชากลับบ้านที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ตามข้อตกลงหลังหยุดยิง 72 ชม. มี ICRC และผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ร่วมเป็นพยานในการส่งคืนเชลยศึก กระทรวงการต่างประเทศร่อนแถลงการณ์เหตุส่งเชลยกัมพูชากลับ ขณะที่ สมช.ออกแถลงการณ์ระบุถ้าถูกรุกรานอีกจำเป็นต้องป้องกันตัว เผยส่งตัวเชลยหวังกัมพูชาคุ้มครองคนไทยเช่นเดียวกัน อยากให้ร่วมมือปราบสแกมเมอร์ ส่วนการประชุม JBC จะมีขึ้นหลังได้รัฐบาลใหม่ โฆษกกองทัพบกโต้ยิบเขมรอ้างไทยได้ใช้ระเบิดลูกปรายและอาวุธเคมี ยันไม่มีการใช้อาวุธเคมี-สารพิษ กอ.รมน.ส่งบังเกอร์แทนกำลังใจ ส่งความห่วงใยถึงแนวหน้าเสริมแนวกำบัง กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว-คลองแผง เป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยมาโดยตลอด กองกำลังบูรพาใช้เครื่องจักรหนักรื้อถอนบ้าน 7 หลังทลายอาณาจักร “กำนันลี” หลังยึดคืนอธิปไตยไทยบ้านหนองจานทางการไทยส่งตัวทหารกัมพูชาที่ตกเป็นเชลย ในการสู้รบตามแนวพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวม 18 คน กลับคืนสู่มาตุภูมิตามข้อตกลง หลังหยุดยิงครบ 72 ชั่วโมง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี ICRC และผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ร่วมเป็นพยาน ในการส่งคืนเชลยศึกครั้งนี้ ไทยได้ยึดมั่นในอนุสัญญาเจนีวาและหลักมนุษยธรรมอย่างเต็มภาคภูมิส่งมอบ 18 เชลยด่านบ้านผักกาดทั้งนี้ การส่งมอบเชลยศึกดังกล่าวมีขึ้นที่ด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ในเวลา 08.30 น. วันที่ 31 ธ.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำเชลยศึก กัมพูชาเดินทางถึงหน้าด่าน มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พล.ท.ฮุน มานิต รอง ผบ.ทบ.กัมพูชา พร้อมด้วยคุณหญิงบาน สเร็ย มม ผู้ว่าราชการจังหวัด ไพลิน กัมพูชา นำมวลชนมารอรับที่พรมแดนจำนวน มาก เจ้าหน้าที่ได้นำเชลยศึกทั้ง 18 นาย ส่งมอบให้ ฝ่ายกัมพูชาที่ประตูด่านถาวรบ้านผักกาดในเวลา 10.20 น.โดยทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี ก่อนหน้านั้นมี 7 นาย ขอให้ไทย ช่วยทำฟันให้ก่อนส่งตัวกลับ แต่ไทยปฏิเสธและแจ้งให้กลับไปดำเนินการที่บ้านเกิดของตัวเอง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องทำตามเงื่อนไขการส่งตัวกลับ ระหว่างเดินทางกลับ มีสื่อเขมรมาทำข่าวหลายสำนัก ทั้ง 18 นาย ถูกยกย่องเป็นฮีโร่ วีรชนทหารกล้าของกัมพูชากต.ออกแถลงการณ์ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ เรื่องส่งทหารกัมพูชา 18 คน กลับกัมพูชาว่า ฝ่ายไทย ได้ส่งทหารชาวกัมพูชา 18 คน ที่ถูกทางการไทยควบคุมตัวกลับสู่มาตุภูมิ เป็นการดำเนินการตามข้อ 11 ของถ้อยแถลงร่วม ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ได้ลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป นับตั้งแต่ทหารกัมพูชาทั้ง 18 คน ถูกควบคุมโดยทางการไทย ได้รับการดูแลตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาเจนีวา 1949 และหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติด้านมนุษยธรรมของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) การส่งกลับ ทหารกัมพูชามีการตรวจสุขภาพก่อนส่งกลับและแจ้งให้ทราบถึงสิทธิต่างๆ ตามอนุสัญญาเจนีวาฯ เพื่อประกันว่า การเดินทางกลับมาตุภูมิเป็นไปบน พื้นฐานของความสมัครใจ ปลอดภัย มีศักดิ์ศรี และ ICRC ได้แจ้งให้ครอบครัวของทหารกัมพูชาทราบถึงการส่งกลับในวันนี้ด้วย นอกจากนี้ ICRC และคณะ ผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ได้ร่วมสังเกตการณ์การส่งกลับ ทั้งหมดสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของไทยที่จะเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับกัมพูชา ไทยหวังว่ากัมพูชาจะตอบสนองเจตนารมณ์ดังกล่าว ด้วยการ กระทำที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศต่อไปถ้าถูกรุกรานอีกจำเป็นต้องป้องกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า สํานักงานสภาความมั่นคง แห่งชาติ (สมช.) ออกคําแถลงการณ์ ประเด็นสถาน การณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มีเนื้อหาสรุปว่า 1.สมช.ยินดีกับแถลงการณ์ร่วม จากการประชุมคณะ กรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา สะท้อน ให้เห็นความจริงใจของไทยในการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี 2.สมช.ขอยืนยันว่าการลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นผลจากการพิจารณาและ ตัดสินใจร่วมกันของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ที่ให้ความสําคัญกับการคุ้มครองชีวิต และความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่และประชาชน ในกรณี ที่ประเทศไทยถูกละเมิดอธิปไตยหรือถูกรุกรานอีกครั้ง ประเทศไทยมีความจำเป็นและมีสิทธิอันชอบธรรมในการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักความจําเป็น และได้สัดส่วน ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศหวังกัมพูชาคุ้มครองคนไทยเช่นกัน3.ประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา สมช.บูรณาการ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผล กระทบ ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนอย่างเหมาะสม 4.ประเด็นด้านมนุษยธรรม ประเทศไทยให้ความสําคัญอย่างยิ่งต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยให้ความสําคัญกับการคุ้มครองชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัย ของบุคคลที่ไม่เข้าร่วม การสู้รบเป็นหลัก จึงนํามาซึ่งการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา จํานวน 18 คน ในวันนี้ ตามมติสภาความ มั่นคงแห่งชาติครั้งที่ 18/2568 สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ของประเทศไทย ในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ประเทศไทย คาดหวังให้กัมพูชาแสดงท่าทีบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและ หลักมนุษยธรรมในลักษณะเดียวกัน เช่น การคุ้มครองสวัสดิภาพและอํานวยความสะดวกคนไทยในกัมพูชาให้กลับประเทศอย่างปลอดภัย การป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียขาแล้วขาเล่า ทั้งนี้ กัมพูชาต้องแสดงความ จริงใจในการร่วมมือและเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่อย่างจริงจังอยากให้ร่วมมือปราบสแกมเมอร์5. ประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต เมื่อวันที่ 17-18 ธ.ค. 2568 กระทรวงการต่างประเทศของไทย ร่วมกับสํานักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) จัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วน ระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ตที่ผ่านมา สํานักงานตํารวจแห่งชาติของไทยได้จัดทําแผนปฏิบัติการเพื่อการความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ร่วมกับกัมพูชา แต่การ ดําเนินการยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก จึงต้องการเห็นกัมพูชาร่วมมือในการดําเนินการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม เพื่อความมั่นคงของภูมิภาคJBC จะมีขึ้นหลังได้ รบ.ใหม่6.ประเด็นเขตแดน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะดําเนินการภายใต้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และยึดถือตามแผนที่ 1 : 50,000 เป็นหลัก เนื่องจากมีความชัดเจน ถูกต้องแม่นยํา การประชุม JBC ที่จะมีขึ้นในอนาคต จําเป็นต้องคํานึงถึงเงื่อนไขและห้วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในอนาคตที่จะพิจารณาการดําเนินการในเรื่องดังกล่าว ต่อไป ซึ่งอาจมีการทบทวนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบก (MOU 43) จึงต้องคํานึงถึงเงื่อนไขในอนาคตด้วย และ 7.สุดท้ายนี้ ยืนยันว่าประเทศไทยจะดำรงการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมฯ ตราบเท่าที่กัมพูชาจะดําเนินการ ตามแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าว เช่นเดียวกัน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ทหารจะดำรงความพร้อม ที่จะปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน เป็นสําคัญกอ.รมน.ส่งบังเกอร์แทนกำลังใจวันเดียวกัน พล.ท.ธนาธิป สว่างแสง ผอ.สำนัก กิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. เปิดเผยว่า จากการตรวจพบการใช้งานอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในพื้นที่ อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของกำลังพล และการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่แนวหน้า สมท.กอ.รมน.ขอเชิญชวนประชาชน ภาคเอกชน และเครือข่ายมวลชนทุกภาคส่วน ร่วมสนับสนุนวัสดุ และอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อเสริมความปลอดภัยและปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่และกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อันเป็นการเสริมสร้าง ความมั่นคงและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของ กำลังพลแนวหน้าให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ ปลอดภัยสูงสุด ได้แก่ บังเกอร์สำเร็จรูป หรือวัสดุประกอบบังเกอร์ ท่อคอนกรีต เหล็ก H-Beam เหล็ก โครงสร้าง ตาข่าย อวน แห วัสดุพราง โดยนำมาบริจาค ได้ที่ กอ.รมน.ส่วนกลางทภ.1 ยืนยัน 3 พื้นที่อธิปไตยไทยช่วงบ่าย กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ยืนยันว่าการดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 เป็นไปด้วยความรอบคอบ ยึดหลักความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ พื้นที่บริเวณบ้านคลองแผง บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด การจัดระเบียบพื้นที่ รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วน เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามความจำเป็น เพื่อฟื้นฟูให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันการใช้พื้นที่ในลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคง และยืนยันการดูแลพื้นที่ชายแดนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐไทย โดยมิได้มีเป้าหมายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และยังคงคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่มีนโยบายรุกล้ำอธิปไตยของประเทศใด และการปฏิบัติทุกขั้นตอนเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญรื้อถอนทำลายบ้านกำนันลีนอกจากนี้ภายหลังกองกำลังบูรพา และหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย สามารถเข้าควบคุมยึดคืนพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เป็นอธิปไตยของไทยกลับคืนมาได้อย่างสมบูรณ์นั้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค.เจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องจักรหนักเข้าทำลายและรื้อถอนบ้านจำนวน 7 หลัง ที่เคยเป็นฐานที่พักอาศัยและพื้นที่อิทธิพลของ “กำนันลี” บุคคลผู้มีอิทธิพลฝั่งกัมพูชา ที่เข้ามายึดครองพื้นที่ฝั่งไทยอย่างผิดกฎหมายยาวนานกว่า 40 ปี พร้อมสร้างเครือข่ายอาณาจักรสีเทาในพื้นที่ชายแดน การรื้อถอนในครั้งนี้เริ่มจากบ้านหลังแรก ถือเป็นสัญลักษณ์ของการทวงคืนผืนแผ่นดินและเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่คนไทยเฝ้ารอคอย หลังพื้นที่ดังกล่าวถูกครอบครองใช้เป็นฐานอิทธิพลมายาวนานจะไม่ให้กลับมาครอบครองอีกแหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามแผนรักษาอธิปไตยของชาติ และจะมีการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้มีการกลับเข้ามาครอบครองหรือใช้ประโยชน์ในทางผิดกฎหมายอีก พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐอย่างถาวร ทั้งนี้ การทลายอาณาจักร “กำนันลี” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยืนยันอธิปไตยของไทยเหนือบ้านหนองจาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนว่า แผ่นดินไทยจะไม่ถูกละเมิดอีกต่อไปโฆษก ทบ.โต้ยิบเขมรพล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) อ้างเรื่องกองทัพไทยใช้วัตถุระเบิดหลายประเภท เช่น ลูกระเบิดทิ้งจากเครื่องบิน ระเบิดพวง (ระเบิดลูกปราย) ระเบิดควันพิษ (สารเคมี) ทั้งในพื้นที่สู้รบ ที่ตั้งทางทหาร และเป้าหมายพลเรือน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล วัด ชุมชน พื้นที่เกษตรกรรม ยืนยันว่า การใช้กำลังของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักยุทธวิธีและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด มุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่มีความจำเป็นทางยุทธการ มีการควบคุมทิศทาง ระยะ และผลกระทบอย่างรัดกุม ไม่ใช่การใช้อาวุธในลักษณะสุ่มเสี่ยงหรือกระจายโดยไม่เลือกเป้าหมาย ประเด็นระเบิดลูกปรายและอาวุธเคมียันไม่มีใช้อาวุธเคมี-สารพิษโฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า กองทัพบกยืนยันว่าไม่มีการใช้อาวุธเคมีหรือสารพิษใดๆ ตามที่กัมพูชากล่าวอ้างและการเชื่อมโยงฝ่ายไทยกับอาวุธต้องห้ามดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อมูลซ้ำซาก ขอย้ำว่าการปฏิบัติของฝ่ายไทยไม่ก่อให้เกิดวัตถุระเบิดตกค้างที่เป็นอันตรายต่อประชาชน ประเด็นวัตถุระเบิดตกค้างจำนวนมากอยู่ในพื้นที่พลเรือนฝั่งไทย ทั้งในชุมชน บ้านเรือน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล พื้นที่เกษตรกรรม เป็นผลจากการกระทำของฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติการบนพื้นฐานข้อเท็จจริงพล.ต.วินธัยกล่าวยืนยันด้วยว่า การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทยดำเนินไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความจำเป็นทางยุทธการ และการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของประชาชนและการคุ้มครองพื้นที่พลเรือน การนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือน ไม่เพียงไม่สะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ แต่ยังเสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความปลอดภัยหรือเสถียรภาพในระยะยาว กองทัพบกจึงขอให้ทุกฝ่ายยึดถือข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้เป็นหลัก และร่วมกันลดการใช้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝ่ายอุดรฯรำสดุดีวีรชนทหารกล้าที่โดมสนามกีฬาเวสสุวรรณ ถนนนิตโย เขตเทศบาลนครอุดรธานี เมื่อเย็นวันที่ 31 ธ.ค. นายนนท์ นนท์กรินธ ประธานกลุ่มรำบวงสรวงพญานาคหรือกลุ่มนางฟ้า น.ส.วัชราภรณ์ พาน้อย รองประธานกลุ่มฯประธานกรรมการโรงแรมเดอะปริ๊นเซสอุดรธานี ร่วมกับนางรำ 100 คน จัดพิธีสดุดีวีรบุรุษทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยในสมรภูมิไทย-กัมพูชา จำนวน 42 นาย นางวัชราภรณ์เป็นตัวแทนกล่าวสดุดีวีรบุรุษทหารกล้า และนำคณะยืนสงบนิ่งไว้อาลัย 1 นาที ก่อนลงนั่งพับเพียบก้มกราบขอบคุณวีรบุรุษทหารกล้าที่ช่วยปกป้องแผ่นดินไทยอย่างกล้าหาญ น.ส.วัชราภรณ์เผยถึงวัตถุประสงค์การจัดพิธีสดุดีทหารกล้าว่า เพราะมีชาวอุดรฯไปเป็นทหารอยู่ชายแดนจำนวนมาก หลายคนเสียชีวิต ทำให้รู้สึกเศร้าใจ ขอขอบคุณที่ได้เสียสละปกป้องประเทศชาติแทนพวกเราที่อยู่แนวหลัง ได้อยู่เย็นเป็นสุขพระราชทานเพลิง ชรบ.ที่วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง ต.เมืองเหนือ อ.เมืองศรีสะเกษ เมื่อบ่ายวันที่ 31 ธ.ค. มีพิธีพระราชทานเพลิงศพนายสมัย จันตียืน อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่ ชรบ.ที่เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดของกัมพูชา ยิงลูกระเบิดตกลงมาบริเวณวัด เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบ อยู่ที่วัดป่าลานพยอมธรรมสถาน ม.3 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ในงานมีนายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษ เป็นประธานพิธี สำหรับนายสมัย จันตียืน เป็นเจ้าหน้าที่ ชรบ.รายแรก ที่เสียชีวิตจากการถูกสะเก็ดระเบิดของกัมพูชาเผาจ่าคิวสมเกียรติที่วัดแจ้ง ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี เมื่อบ่ายวันที่ 31 ธ.ค. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีพระราชทานเพลิงศพ จ.ส.อ.พีรยุทธ น้าวิลัยเจริญ หรือจ่าคิว สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ช่วงเช้ามี นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผวจ.ปราจีนบุรี เป็นประธานพิธีสวดพระพุทธมนต์ แสดงธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ สวดมาติการบังสุกุลและรับพระราชทานฉัน มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา เพื่อนทหารของผู้วายชนม์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน มาร่วมพิธี จำนวนมาก นางสิริรัตน์ น้าวิลัยเจริญ ภรรยาจ่าคิวเผยว่า ครอบครัวมีความปีติซาบซึ้งเป็นล้นพ้นในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานเกียรติอันสูงสุดในวาระสุดท้ายของชีวิตของจ่าคิวซ่อมบ้านทหารสัตตะโสมวันเดียวกัน พล.ต.พงษ์กฤษต รจิโยธิน ผบ.มทบ.ที่ 21 นายศิวะเสก สินโทรัมย์ นอภ.พิมาย จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนราชการต่างๆ ภาคเอกชน ในพื้นที่ อ.พิมาย นำเงินและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆไปมอบให้กับครอบครัวของพลทหารนรินทร์ เงาไพร อายุ 25 ปี สังกัด ร.3 พัน.2 กองพันย่าโม อยู่บ้านเลขที่ 43 ม.11 บ้านขี้เหล็ก ต.ในเมือง อ.พิมาย หลังจากพลทหารนรินทร์เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ขาขวาขาดขณะออกลาดตระเวนในพื้นที่เขาสัตตะโสม จ.ศรีสะเกษขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่ รพ.สุรินทร์ อาการปลอดภัยแล้ว สำหรับพลทหารนรินทร์เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว มีฐานะยากจน ได้สมัครใจเข้ารับราชการทหาร ถือว่าเป็นผู้เสียสละอย่างยิ่งแก่ประเทศชาติ บ้านเมือง หน่วยทหาร ส่วนราชการ ภาคเอกชน นำเงินมามอบช่วยเหลือครอบครัวและเตรียมจะปรับปรุงซ่อมแซมบ้านให้กัมพูชาดีใจไทยปล่อย 18 เชลยศึกด้าน พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงข่าวการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย หลังถูกควบคุมตัวนาน 155 วัน ระบุว่าการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายครั้งนี้เป็นไปตามถ้อย แถลงการณ์ร่วมที่ทั้ง 2 ฝ่ายลงนามที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นไปตามที่รัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ให้คำมั่นกับครอบครัวทหารทั้ง 18 นายมาตลอดว่าจะดำเนินการทุกอย่างเพื่อนำตัวทหารทั้งหมดกลับบ้านให้ได้ พล.ท.มาลียังกล่าวแสดงความหวังว่า การปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายครั้งนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจระหว่าง 2 ฝ่าย และนำไปสู่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์อย่างปกติในที่สุดอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่