วันเวลาผ่านไปรวดเร็วจริงๆ จาก 1 สิงหาคมแป๊บเดียวก็ถึง 7 สิงหาคมแล้ว ตั้งแต่ 00.01 น.วันนี้เป็นต้นไป สินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯจะถูกเก็บภาษีนำเข้า 19% และ สินค้าสหรัฐฯที่ส่งเข้ามาขายในไทยกว่าหมื่นรายการจะได้รับการยกเว้นภาษีเหลือ 0% หลังจากนี้จะมีการออก “แถลงการณ์ร่วมไทยกับสหรัฐฯ” ฝ่ายไทยต้องนำแถลงการณ์ร่วมรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอความเห็นชอบก่อน จึงจะลงนามในแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ ได้ ส่วน “ข้อตกลง” หรือ Agreement ที่ลงรายละเอียดสินค้า ยังต้องเจรจากันต่อไป คาดว่าอาจต้องใช้เวลาเจรจาตั้งแต่ 3 เดือนไปจนถึง 1 ปี แล้วแต่ความซับซ้อนของแต่ละรายการระหว่างนี้ สหรัฐฯก็กอบโกยภาษีนำเข้าอย่างอิ่มหมีพีมันเพื่อนำไปชดเชย หนี้สาธารณะกว่า 36 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 122% ของจีดีพี และ มีหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นไตรมาสละ 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือ ปีละ 4 ล้านล้านดอลลาร์ และ ปี 2025 สหรัฐฯมีหนี้ที่ต้องชำระสูงถึง 9.2 ล้านล้านดอลลาร์ ต่อให้ขึ้นภาษีมากกว่านี้ สุดท้ายเศรษฐกิจสหรัฐฯก็ต้องพังเพราะหนี้ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศฯ สถาบันวิจัย TDRI วิเคราะห์ในภาพรวมว่า ไทยถูกเก็บภาษีที่ 19% เทียบกับประเทศอื่นถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ที่สำคัญ คู่แข่งอันดับหนึ่งของไทยในตลาดสหรัฐฯ คือจีน อาจถูกสหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้า 30–55% สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯสูงสุด 20 อันดับแรก มีสินค้าจีนเป็นคู่แข่งอยู่ถึง 18 รายการ และจีนครองส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯมากกว่าไทย เมื่อไทยเสียภาษีนำเข้าต่ำกว่าจีน ก็มีโอกาสที่จะช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากจีนได้ประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนคือ “สินค้า Transshipment” หรือ สินค้าสวมสิทธิส่งออกในนามประเทศไทย ซึ่งจะถูกสหรัฐฯเก็บภาษีนำเข้า 40% สหรัฐฯยังไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าจะต้องมี local content กี่เปอร์เซ็นต์ สามารถใช้วัตถุดิบนำเข้าจากจีนได้กี่เปอร์เซ็นต์ ต้องรอสหรัฐฯประกาศดร.กิริฎา ระบุว่า ภาพรวมการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะทำให้การผลิตและการค้าโลกโตช้าลง เศรษฐกิจโตช้าลง โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบเปิด พึ่งพาการนำเข้าส่งออกมากอย่างประเทศไทยจะถูกกระทบมาก ทำให้ระยะต่อไปการส่งออกของไทยจะโตเพียง 2–3% ขณะที่สินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น รัฐบาลต้องเร่งหาตลาดใหม่มาทดแทน เช่น การทำ FTA กับสหภาพยุโรป การไปทำตลาดในทวีปแอฟริกาซึ่งมีขนาดใหญ่และมีชนชั้นกลางมาก และรัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือภาคเอกชน ทั้งในด้าน ความรู้ใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การปรับตัวทางธุรกิจ การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน การเข้าถึงสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำการส่งออกครึ่งปีหลังคาดว่าจะลดลง จีดีพีทั้งปีโตได้ไม่เกิน 2% เงินเฟ้อจะต่ำไม่เกิน 1% ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในขาลง แต่ธนาคารอาจไม่ปล่อยกู้เพิ่ม ค่าเงินบาทจะอ่อนลงไปที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ดร.กิริฎา ระบุว่า 5 เดือนสุดท้ายของปีเหนื่อยแน่นอน การส่งออกลดลง การบริโภคในประเทศโตช้า นักท่องเที่ยวต่างชาติมาน้อยกว่าปีที่แล้ว งบประมาณปี 2569 เมื่อหักจ่ายค่าดอกเบี้ยและเงินต้นออกไป งบประมาณปี 69 ที่ใช้จ่ายในประเทศจะน้อยกว่างบประมาณปี 68 แต่ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างคือมาตรการระยะสั้นวงเงิน 115,000 ล้านบาท ที่เป็นข่าวดีอยู่บ้างคือ การลงทุน ดูจากบีโอไอในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนจะเริ่มทยอยมาไทยตั้งแต่ต้นปีหน้า จะเห็นชัดในอีก 2–3 ปีถัดไป จะมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาประเทศไทยสูงมาก ฟังแล้วขนลุกเลยผมก็ภาวนา ขอให้เป็นจริงเถิด ที่ผ่านมาเห็นแต่ตัวเลข แต่ไม่เห็นการลงทุนวันนี้คนไทยต้องอดทน ช่วยกันฟื้นเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรง ทรัมป์มาแล้วก็ต้องไป อยู่ในอำนาจได้ 4 ปี ไม่มีโอกาสกลับมาอีก ผมไม่เชื่อว่านโยบายเศรษฐกิจทรัมป์ที่สวนทางทฤษฎีเศรษฐกิจโลกจะทำให้สหรัฐฯครองตลาดโลกได้ ตรงกันข้าม เศรษฐกิจสหรัฐฯจะพังก่อน ปีหน้าสหรัฐฯจะมีการเลือกตั้งกลางเทอม ชาวอเมริกันอาจไม่เลือกพรรครีพับลิกันอีก ทรัมป์อาจพ่ายเสียงข้างมากในวุฒิสภาและสภาผู้แทน แล้วโลกก็จะเปลี่ยนอีกครั้ง."ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม