ปรับโหมดสงครามภาคพื้นดิน เข้าสู่โหมดสงครามการทูตและสงครามข่าวสารไทย—กัมพูชาเปลี่ยนแนวรบจากชายแดนมาบู๊ต่อในเวทีระหว่างประเทศกระดานการต่อสู้ในรูปแบบใหม่ที่คนไทยหวั่นใจอยู่ลึกๆ ประเทศไทยอาจพลาดพลั้งเสียเหลี่ยมกัมพูชา ไล่ไม่ทันพ่อลูกเจ้าเล่ห์ “ฮุน เซน—ฮุน มาเนต” ผู้นำรัฐบาลเขมรอย่างที่เห็นฉากงัวเงีย รัฐบาลไทยเพิ่งพาคณะทูตและผู้ช่วยทูตทหาร 23 ประเทศ รวมถึงสื่อต่างชาติ ลงพื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ดูสภาพความเสียหายฝั่งไทยที่ถูกทหารกัมพูชาโจมตีพื้นที่พลเรือนคร่าชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากขยับตัวช้ากว่าฝ่ายกัมพูชาที่พาคณะทูตต่างชาติชิงลงพื้นที่ก่อนหน้านี้ ได้โอกาสตีหน้าเศร้า เล่าความเท็จ เป่าหูนานาชาติไปก่อนประเทศไทยรวมถึงอีกหลายปรากฏการณ์ในเวทีระหว่างประเทศที่ปล่อยให้เพื่อนบ้านตัวแสบ แสดงบทเหยื่อ ถูกทหารไทยรังแก ลวงโลกซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตอบโต้โดยตรง กระทรวงการต่างประเทศขยับตัวอืดอาดชี้แจงต่อนานาชาติบริบทกลับตาลปัตร กลายเป็นกองทัพต้องแสดงบทบาทตอบโต้ ชี้แจงข้อเท็จจริงแทนรัฐบาลเพิ่มเติมนอกจากภารกิจหลัก ทำการรบเพื่อรักษาดินแดนปลุกพายุอารมณ์ประชาชน ร่วมระบายความรู้สึกเกลื่อนกระดานโซเชียล “รัฐบาลกัมพูชาปลุกคนกัมพูชาให้รักชาติ แต่คนไทยต้องปลุกรัฐบาลให้รักชาติ”ประโยคเจ็บจี๊ดแทงใจดำ เรียกสติรัฐบาลกลับมา นั่งไม่ติด ต้องเร่งยกเครื่องการทำงานทันทีทันใด หันมาเดินเกมตอบโต้กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศอย่างจริงจัง หลังถูกกระตุ้นด้วยกลไกพิเศษ ขับเคลื่อนด้วยพลังด่าอาการหลังพิงฝาของรัฐบาลจากเหตุปะทะชายแดนไทย—กัมพูชา สร้างภาพจำเลวร้าย ทุบความนิยมรัฐบาลหายเกือบหมดหน้าตักสังคมไม่ให้ความเชื่อมั่นในตัว นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ไม่ต่างจาก “นายกฯอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ถูกมองเป็นตัวต้นเรื่องจุดชนวนขัดแย้ง บานปลายเป็นการสู้รบระหว่างทหาร 2 ประเทศเรื่องอ่อนไหวในความรู้สึกประชาชน กลายเป็นแผลติดเชื้อรุนแรงติดตัวพรรคเพื่อไทย หาเสียง เลือกตั้งเมื่อไร ก็ถูกคู่แข่งนำมาขยี้ให้เป็นตราบาป สะเทือนความน่าเชื่อถือค่ายแดงได้ทุกขณะแม้กระทั่งคนคุมกระดานอำนาจรัฐบาลตัวจริง ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถช่วยกู้สถานการณ์ได้ ในภาวะที่ต้นทุนความเชื่อมั่นส่วนตัวก็ง่อนแง่นสั่นคลอนหนักไม่แพ้กันวิกฤติศรัทธาพุ่งปะทะ 2 พ่อลูก ลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์อพยพก็โดนชาวบ้านปรี่มาต่อว่า ตามความรู้สึกสังคมเชื่ออยู่ลึกๆ ไฟสงครามที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงจากความขัดแย้ง 2 ตระกูลอำนาจไทย-กัมพูชายังไม่รู้ผลสำรวจโพลรอบต่อไป ภายหลังเกิดเหตุสู้รบที่แนวชายแดน คะแนนนิยม “นายกฯอิ๊งค์” จะหล่นไปอยู่ท้ายตารางกู่ไม่กลับหรือไม่ภูมิคุ้มกันด้านเชื่อมั่น “ทักษิณ—แพทองธาร” บกพร่องหนัก ในภาวะที่กลไกนิติสงครามตามหายใจรดต้นคอ ฝั่งตัวพ่อ ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 วันที่ 22 ส.ค. ขณะที่คดีป่วยทิพย์ ชั้น 14 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำสั่งวันที่ 9 ก.ย.นี้หายใจไม่ทั่วท้องเหมือนฝั่งลูกสาวที่ศาลรัฐธรรมนูญยืดเวลา “นายกฯอิ๊งค์” ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คดีคลิปสนทนาอังเคิล ฮุน เซน ให้แค่วันที่ 4 ส.ค. รอลุ้นศาลจะนัดปิดจ๊อบอ่านคำวินิจฉัยเมื่อไหร่ไทม์ไลน์ระทึกคดี 2 พ่อลูก ห้วงเดือน ส.ค.—ก.ย. ที่มีผลต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย เกมเดิมพันอำนาจ กำหนดอนาคตชะตากรรมผู้นำจะได้ไปต่อหรือจอดป้ายขณะที่โจทย์หินด้านเศรษฐกิจ ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคาะตัวเลขเรียกเก็บภาษีการค้าประเทศไทย 19% จากเดิม 36%รูปการณ์พอได้หายใจคล่อง แต่ยังหัวหมุนตามแก้โจทย์หินต่อเนื่อง เพราะต้องเร่งเยียวยาภาคธุรกิจ ภาคเกษตรกรรมที่ถูกหางเลข จากข้อตกลงให้นำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ภาษี 0% มาขายในประเทศไทย แลกดีลภาษี 19%ภาคส่งออกหายใจคล่องขึ้น แต่หายนะอาจพุ่งเป้าใส่ภาคการเกษตร จากสินค้าเกษตรสหรัฐฯที่จะเข้ามาตีตลาดไทย จำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งเยียวยา หามาตรการรับมือเร่งด่วนวิกฤติความมั่นคง การเมือง และเศรษฐกิจ ล้อมกรอบประเทศไทย สะเทือนถึงกันทั้งระบบจะไล่ปลดล็อกแก้ปัญหามือเป็นระวิงแค่ไหน แต่ในภาวะความเชื่อมั่น ความศรัทธาถึงทางตัน ก็อาจใกล้สิ้นสุดเวลาอำนาจรัฐบาล!!!ทีมข่าวการเมือง รายงานคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม