สถานการณ์ชายแดนไทย- กัมพูชายังคงตึงเครียด “หลังฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักเปิดฉากโจมตีฝ่ายไทย” ด้วยอาวุธร้ายแรงทั้งจรวด BM–21 ปืนใหญ่ โดรนติดอาวุธ ยิงเข้าใส่บ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่ชุมชนในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อย่างไม่เลือกหน้าการโจมตีครั้งนี้พลเรือนที่เป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนแก่ เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งยังสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน ทำให้ฝ่ายไทยต้องตอบโต้ด้วยมาตรการขั้นเด็ดขาดส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 และกริพเพน เข้าโจมตีฐานปฏิบัติการกัมพูชา “ต้นทางการยิงโจมตี” ภายใต้ชื่อปฏิบัติการยุทธบดินทร์..ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อป้องกันอธิปไตยของประเทศ และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างเฉียบขาดจน “กัมพูชา” เดินเกมเร็วยื่นต่อ UNSC เรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉิน 3 ประเด็นหลัก “ฝ่ายไทย” ได้ตอบโต้เวทีเดียวกันชี้ชัดว่าการกระทำของกัมพูชาเป็นการละเมิดอธิปไตยไทย และกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอดทั้งยืนยันการตอบโต้ฝ่ายไทยเป็นไปตามสิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติในการป้องกันตนเองโดยในเรื่องนี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ มองว่าในระยะแรกๆ “ไทยค่อนข้างประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป” ส่งผลให้เกิดความสูญเสียเกินความจำเป็น ทำให้ต้องปรับแผนของกองทัพบกในการเข้าสู่พื้นที่ “เพื่อสถาปนาตั้งหลักแนวต้านใหม่” แล้วผลักดันฝ่ายตรงข้ามออกไป แต่อาจยังมีการตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชาอยู่บ้าง ทำให้สถานการณ์ยังคงอีนุงตุงนังไม่สงบในบางช่วงแล้วในการประกอบกำลังในพื้นที่ “กองทัพบกทำได้ในระดับยุทธการ” แต่ระดับยุทธศาสตร์ยังมีข้อจำกัดภายในระบบการตัดสินใจอยู่มาก “กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.)” ต้องเข้ามามีบทบาทในแง่เชิงการวางแผนประสานระหว่างเหล่าทัพตอบสนองให้ทันสถานการณ์ เพื่อไม่ให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติในภาคสนามแล้วหากจัดระเบียบพื้นที่ลดความสูญเสียได้อย่าง “เขาพระวิหาร” กองทัพบกก็ต้องเร่งเปิดช่องทางหารือเรื่องระเบียบปฏิบัติควบคุมกติกาการปฏิบัติ หรือ Rules of Engagement ให้ดี เพื่อลดความตึงเครียดในพื้นที่เพราะแม้ตอนนี้กัมพูชายังไม่ตอบโต้ทางอากาศ “แต่การที่ไทยส่งเครื่องบินรบเข้าไปในน่านฟ้ากัมพูชา” ก็ยังมีความเสี่ยงสูงจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ดังนั้น ในเรื่องนี้บางฝ่ายประเมินอาจลากไปอีก 2-3 สัปดาห์ เพราะด้วยฝ่ายกัมพูชาต่างพยายามเจรจาขอกำลังสนับสนุนช่วยรบกับหลายประเทศในหลายด้านอยู่ด้วยประเด็นที่ต้องจับตาคือ “ความเคลื่อนไหวกัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ” ที่ได้นำเรื่องเข้าสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่ถ้ามาพิจารณาความสมดุลคะแนนเสียงของสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศใน UNSC คาดว่าฝ่ายที่จะสนับสนุนไทยมี 2 ประเทศ และส่วนที่เหลือน่าจะโน้มเอียงไปกัมพูชามากกว่าในส่วนของสมาชิกประเทศหมุนเวียน 10 ประเทศก็จะอยู่ฝั่งไทยเพียง 2 ประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่กำลังจะมีบทบาทสำคัญเนื่องจากอีก 1-2 เดือนข้างหน้าจะขึ้นเป็นประธานหมุนเวียน UNSC “ก็มีความเป็นไปได้ว่ากัมพูชาล็อบบี้แล้ว” ดังนั้นไทยต้องเร่งเดินหน้าในช่องทางการทูตเช่นเดียวกันอีกทางเลือกที่เป็นไปได้คือ “โยนกลับเข้าสู่กลไกอาเซียน” ถ้าหากอาเซียนรับเรื่องก็เข้าสู่กระบวนการปิดล้อมจำกัดบทบาทกัมพูชาทั้งในเชิงการเมือง และการทหารให้ลดกำลังลงได้นอกจากเวทีระหว่างประเทศ “จำเป็นต้องเร่งเพิ่มช่องทางสื่อสารโดยตรง” แม้ความสัมพันธ์แบบทางการยังไม่ปกติก็ตามอย่างน้อยช่องทางแบบไม่เป็นทางการก็ต้องยังมีอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ภาคสนามลุกลาม เพราะหากขาดการสื่อสารอาจทำให้กองกำลังในพื้นที่ขาดคำสั่งชัดเจนเสี่ยงเกิดปะทะรุนแรงเกินจะควบคุมได้“ช่องทางสื่อสารทั้งระดับทหารและการเมืองมีความสำคัญในการควบคุมสถานการณ์ ดังนั้น กรณีฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ขอเจรจาแม้เข้าใจได้ว่าเป็นการตอบสนองความรู้สึกประชาชน แต่ก็ถือว่าขัดต่อหลักการพื้นฐานของการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ และความเป็นจริงการไม่เปิดช่องทางเจรจาเลยย่อมเป็นไปไม่ได้” รศ.ดร.ปณิธาน ว่าในระยะถัดไป “การเดินหน้าใต้กรอบทวิภาคีเดิมอาจทำไม่ได้” ไทยควรใช้โอกาสนี้ปรับเปลี่ยน หรือล้มเลิกกรอบเดิมลักษณะส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังประชาคมโลก “ไทย” ตั้งใจแก้ปัญหาข้อพิพาทแต่กัมพูชากลับดำเนินการหลายแนวทางละเมิดกติกาสากล และเดินหน้าใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองตั้งแต่การยื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) หรือการผลักดันประเด็นเข้าสู่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) แม้แต่การประสานไปยังหน่วยงานเฉพาะของ UN เช่น สำนักงานกิจการการลดอาวุธแห่งสหประชาชาติ (UNODA) ข้ามกรอบทวิภาคีเดิมไปจนหมดแล้วด้วยซ้ำขณะที่ “กองทัพไทยแม้มีความร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศอยู่” แต่ก็เป็นลักษณะเชิญมาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลยังขาดการเดินเกมเชิงรุก “ตรงข้ามกลับถูกมองว่าเป็นการล็อบบี้อีกด้วย” ทั้งที่สามารถเดินหน้าเข้าไปยังหน่วยงานสำคัญต่างๆของสหประชาชาติผลักดันวาระเข้าสู่การประชุมด้วยตนเองได้ถ้าดูในเดือนนี้ UNSC มีวาระสำคัญกว่า 10 เรื่อง “แต่ไม่มีเรื่องไทย–กัมพูชา” หากกัมพูชาล็อบบี้นำวาระขึ้นก่อน “ไทย” อาจตอบสนองไม่ทันเสี่ยงตกในสถานะเสียเปรียบ อย่างไรก็ดีไทยสามารถผลักดันประเด็นการโจมตีเป้าหมายพลเรือน เช่น โรงพยาบาลหรือชุมชน ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวาได้แม้ว่ากรณียิงปืนใหญ่ใส่ “ชุมชน” กัมพูชาอาจอ้างเกิดจากการยิงพลาด หรืออ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเองแล้วเกิดเหตุไม่คาดฝัน “อันเป็นผลกระทบของการสู้รบ” แต่ว่าการป้องกันตนเองไม่ควรละเมิดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ดังนั้นต้องนำเรื่องนี้ฟ้องต่อประชาคมโลกดำเนินการในเชิงรุกที่มีหลักฐานชัดเจนความจริงเรื่องนี้ “การแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ” ควรแสดงหลักฐานภาพถ่ายทางอากาศพิกัดฝ่ายกัมพูชายิงก่อนจากตำแหน่งใดทำให้ไทยต้องโต้ตอบก็จะช่วยลดข้อสงสัยจากกลุ่มประเทศที่ยังติดใจอยู่ว่าไทยรุกล้ำเข้าไปในน่านฟ้าของกัมพูชา หรือใช้อากาศยานกับประเทศไม่มีศักยภาพในการตอบโต้ทางอากาศเพราะอะไรได้ย้ำในข้อเท็จจริงเหล่านี้ “จำเป็นต้องถูกชี้แจงสื่อสารให้นานาชาติรับทราบ” โดยยึดหลักว่าไทยดำเนินการภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเอง และมีเหตุผลตามหลักสากลในการโต้ตอบต่อการรุกราน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม