แม้จะหลีกเลี่ยงคำว่าสงคราม แต่การสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา มันได้ปลุกความเกลียดชังระหว่างคนทั้งสองชาติที่แฝงอยู่ในอารมณ์ส่วนลึกให้กลับคุโชนขึ้นมารุนแรงกว่าสงคราม แบบที่มีรายการทีวีดังได้ตั้งคำถามน่าสนใจ ทำไมคนเขมรถึงโกรธแค้นคนไทย ได้คำตอบจากคนระดับนักวิชาการย้อนตำนานนิทานโบราณที่เล่าสืบกันมาหัวเชื้อความเชื่อแบบผิดๆถูกๆ ประกอบกับปัญหาด้านการศึกษาของประชาชน มันจึงถูกปลุกระดมกันง่ายๆ มันก็ไม่แปลกที่ได้เห็นปรากฏการณ์ผู้นำเผด็จการของกัมพูชาใช้การโฆษณาชวนเชื่อแบบเก่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ยุคใหม่ปลุกปั่นทหารและพลเรือนเขมร เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด กับความคิดแย่งชิงดินแดนคืนจากไทยมันก็แค่เกมปลุกปั่นชาตินิยมสุดโต่ง ที่ “ฮุน เซน” ฉายหนังม้วนเดิมซ้ำๆ ซากๆ ไม่ได้แตกต่างจากเหตุเผาสถานทูตไทยจากปมละครดาวพระศุกร์ ถ้าเข้าใจตามนี้ มันก็ไม่จำเป็นที่ฝ่ายไทยจะเต้นตามเกมยั่วยุของผู้นำเผด็จการเจ้าเล่ห์กัมพูชา หลงเหลี่ยมไปคลุกวงในมั่วๆ ลดชั้นมวยเวทีมาตรฐานไปต่อยกับมวยวัด ไม่คุ้มค่าเสี่ยงยิ่งในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ จังหวะ “ฮุน เซน” กำลังตกอยู่ในสถานะเข้าข่าย “อาชญากรสงคราม” ไทยต้องหลีกเลี่ยงการกระทำหรือการแสดงจุดยืนที่อาจทำให้สูญเสียความชอบธรรมในสายตานานาชาติไปอยู่ในระนาบเดียวกับฝ่ายเขมร ที่ปลุกปั่นกันด้วยกระแสคลั่งชาติ กระทำการทุกอย่างบนพื้นฐานอารมณ์ อย่างไร้เหตุผลและต้องทบทวนกันดีๆกับการที่คนระดับรัฐมนตรี อย่างนายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา แสดงออกถึงแนวคิดการบอยคอตนักกีฬาทีมชาติกัมพูชา ไม่ให้เข้าแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ช่วงเดือนธันวาคมปลายปีนี้ ตามเหตุที่โยงการสู้รบชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งๆที่กีฬาควรแยกกับการเมืองคนของรัฐบาลไทยแสดงท่าทีเอาเรื่องการสู้รบโยงกับกีฬา มันคือความเสี่ยงที่ฝ่ายไทยอาจจะเป็นฝ่ายถูกแบนซะเอง ตรงกันข้าม จุดที่รัฐบาลควรแสดงท่าทีชัดๆ กระทรวงการต่างประเทศกลับช้ามากในการชี้แจงนานาชาติ ตั้งแต่เหตุทหารกัมพูชาถล่มปืนใหญ่ใส่โรงพยาบาล บ้านเรือนประชาชน จนมาถึงการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงกลายเป็นกองทัพไทยที่แสดงถึงการตอบโต้แบบชาติที่มีอารยะกว่ากับยุทธศาสตร์การรบตอบโต้กัมพูชาตามความเหมาะสม แรงมา แรงไป เน้นโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางการทหาร ทำลายกำลังรบของฝ่ายตรงข้ามเป็นหลัก แม้จะมีอาวุธที่ทันสมัย กำลังพลศักยภาพสูงกว่า แต่ทหารไทยก็ไม่ได้เดินหน้าบดขยี้แบบเถื่อนถ่อย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม