หนังสือ “คารมคมปัญญา” (ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม เรียบเรียง สุขภาพใจ พิมพ์ ม.ค.2568) มีเรื่องเก่า ลุ่มลึก แหลมคม เป็นปรัชญาจีนที่ถูกใจ 60 เรื่อง ผมวางไว้ใกล้มือ เลือกใช้ไปแล้วหลายๆเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ ผมขอย่อสองเรื่องเก่าที่เคยเล่าไปแล้ว เอามาเล่าใหม่เรื่องแรก เรื่องที่ 27 คุณประสิทธิ์เอามาจากคัมภีร์หานเฟยจื่อ ตั้งชื่อเล่ห์ลิ้นลมลวงเรื่องเริ่มต้นว่า เจิ้งอู่กงเจ้านครรัฐจิ้งต้องการรัฐหู ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือมาเป็นของตน แต่เริ่มต้นด้วยการส่งทูตพร้อมด้วยเครื่องบรรณาการไปเจรจาผูกไมตรี โดยยกธิดาให้อภิเษกสมรสกับเจ้านครรัฐหูจากนั้นไม่นาน ในการออกว่าราชการครั้งหนึ่ง เจิ้งอู่กงถามความเห็นขุนนางทั้งปวงว่า“ข้าคิดจะขยายดินแดนรัฐเจิ้ง ควรบุกยึดนครรัฐใดดี”“ควรบุกยึดรัฐหูก่อน...” กวานฉีซืออ่านใจเจิ้งอู่กงออก ถวายความเห็น“บังอาจ” เจิ้งอู่กงบันดาลโทสะ“รัฐหูกับเราเป็นญาติเกี่ยวดองกัน เจ้ากล้าเสนอให้บุกยึดรัฐหู มีโทษสมควรตาย” แล้วหันไปสั่งทหาร “เอามันไปตัดหัวประจาน อย่าให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”ข่าวนี้แพร่สะพัด เจ้านครรัฐหูก็เพิ่มความซาบซึ้งในน้ำใจของเจิ้งอู่กง ความหวาดระแวงที่เคยมีก็หมดไป เริ่มผ่อนคลายความเข้มงวดกวดขันแนวชายแดน ทหารและม้าศึกก็ขาดการฝึกปรืออีกอย่างเจ้านครรัฐหูสนใจเสพสุขอยู่กับพระราชธิดารัฐเจิ้ง และนางสนมกำนัลนับร้อยที่ติดตามกลางดึกที่มืดมิด คืนนั้น กองทหารของเจิ้งอู่กงก็บุกยึดรัฐหูไว้ได้อย่างง่ายดาย ด้วยความรวดเร็วเกินกว่าเจ้านครรัฐหูจะตั้งตัวทันเรื่องที่สอง คุณประสิทธิ์เรียบเรียงจากคัมภีร์เม่งจื๊อ ชื่อเรื่อง จับปลาบนยอดไม้ครั้งหนึ่งปรัชญาเมธีเม่งจื๊อถามเจ้านครรัฐฉีว่า “ฝ่าบาทก่อสงครามกับรัฐอื่น สร้างความทุกข์ยากมากมายให้ขุนนางและทวยราษฎร์ เจ้านครรัฐอื่นๆก็โกรธแค้นชิงชัง หรือว่าต้องกระทำเช่นนี้ ฝ่าบาทจึงจะมีความสุข”“มิใช่เช่นนั้น” อ๋องแห่งรัฐฉีตอบ “ข้าเพียงแต่ต้องการบรรลุเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่เท่านั้น”เม่งจื๊อถามต่อ“หรือว่าฝ่าบาทยังมีอาหารไม่เพียงพอรับประทาน มีอาภรณ์ไม่เพียงพอสวมใส่ มีผู้รับใช้ไม่เพียงพอปรนนิบัติ ฝ่าบาทต้องการสิ่งเหล่านี้ใช่หรือไม่?”“ข้าไม่ได้ต้องการเช่นนั้น”เม่งจื๊อจึงได้โอกาสอธิบาย “ฝ่าบาทต้องการขยายเขตแดน ต้องการให้รัฐอื่นมาสวามิภักดิ์ยกย่องฝ่าบาทให้เป็นเจ้าเหนือรัฐทั้งแผ่นดิน”วิธีการที่ฝ่าบาททรงใช้ เปรียบเหมือนการปีนขึ้นต้นไม้ไปจับปลายิ่งกว่านั้น ผลเสียยังมีตามมามากกว่าหลายเท่า เพราะการจับปลาบนยอดไม้ เพียงแค่ไม่ได้ปลา ส่วนการทำสงครามเพื่อให้บรรลุเป้าหมายจะนำมาซึ่งเภทภัยอันใหญ่หลวงประสิทธิ์ ฉกาจธรรม สรุปเรื่องเล่าเรื่องที่สองนี้ว่าต่อมาคนรุ่นหลังหยิบยืมสำนวน “จับปลาบนยอดไม้” มาใช้เปรียบเทียบกับการที่ใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสม ซึ่งไม่สามารถประสบผลสำเร็จ มีแต่จะเสียแรงเปล่าโลกเราวันนี้ นานเต็มทีแล้ว ไม่ว่าจะเหลียวมองไปที่ไหน ก็เจอหลายประเทศที่กำลังเพลินกับการจับปลาบนยอดไม้...ผมเคยเบื่อตั้งท่าจะถาม ทำกันไปทำไม?อ้าว! เผลอมองบ้านใกล้เรือนเคียง...เดี๋ยวเดียว งานจับปลาบนยอดไม้ก็เข้าตัว เออ! เรื่องที่โบราณท่านสอนฟังยังกะเป็นเรื่องเล่น ยามมีศึกนึกถึงคุณทหาร เป็นเรื่องจริงขึ้นมาจริงๆ.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม