สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ปะทุเดือดวันที่ 24 ก.ค.68 หลังทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงถล่มฐานหมูป่า ทางทิศตะวันออกของปราสาทตาเมือนธม ห่างจากตัวปราสาท 200 เมตร ทำให้ทหารไทยต้องตอบโต้ ก่อนขยายพื้นที่ปะทะตามแนวชายแดน ที่ปราสาทตาควาย ช่องบก เขาพระวิหาร ช่องอานม้าและช่องจอมกองทัพดำเนินการจัดตั้งศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์และสั่งปฏิบัติการทางทหาร มี ผบ.ทหารสูงสุด เป็นผู้บังคับบัญชา กระทรวงมหาดไทยเปิดแผนปฏิบัติการพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง อพยพชาวบ้านที่พักอาศัยตามแนวชายแดนไปยังพื้นที่ปลอดภัย และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประชุมนัดพิเศษรับมือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกัมพูชามีเป้าหมายชัดเจนโจมตีพลเรือน เน้นใช้อาวุธหนักทั้งปืนใหญ่และจรวดยิงใส่ชุมชนต่างๆของพลเรือน โรง พยาบาล โรงเรียน กองทัพไทยประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันป่าเถื่อน ปลิดชีวิต สร้างความบาดเจ็บแก่ประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก เข้าข่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงกัมพูชาไม่จริงใจ ละเมิดอธิปไตยโจมตีไทยต่อเนื่อง เป็นถ้อยคำที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมประชุมที่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ชี้แจงยืนยันต่อประชาคมโลก ถึงความอดทนอดกลั้นของไทย ระหว่างพบผู้แทนระดับสูงจากต่างประเทศต่างๆ รวมทั้งเลขาธิการสหประชาชาติแต่จับปฏิกิริยาจากนานาชาติในเบื้องต้น โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจไม่มีชาติใดประณามการกระทำอันป่าเถื่อน เช่น สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์เร่งด่วนให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงทันที จีนแสดงท่าทีเป็นกลาง สนับสนุนแนวทางเจรจาแก้ปัญหาความตึงเครียด ท่าทีของจีนคล้ายท่าทีของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียนขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนัก ส่วนใหญ่ใช้คำว่า “ตามรายงานของทางการไทย กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน” สะท้อนให้เห็นว่า นานา ชาติและสำนักข่าวต่างประเทศต้องการฟังข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย ก่อนใช้ดุลพินิจชี้ผิดชี้ถูก จึงเป็นบทบาทของฝ่ายการเมืองไทยที่จะต้องทำการบ้านหนักในการชี้แจงข้อเท็จจริงรัฐบาลต้องใช้นโยบายการเมืองนำทหาร เพื่อให้ชาวโลกเห็นเป้าหมายโจมตีพลเรือนโดยเจตนาของผู้สั่งการฝ่ายกัมพูชาเป็นอาชญากรรมสงคราม มีความผิดอาญาร้ายแรงสูงสุด ตามธรรมนูญกรุงโรม โดยศาลอาญาระหว่างประเทศมีอำนาจดำเนินคดีกับผู้สั่งการ โดยรัฐบาลต้องเดินแต้มนี้ เพื่อบีบให้กัมพูชาเปิดเจรจากับไทย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม