โลกการค้าระหว่างประเทศกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง “เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา” ร่อนจดหมายแจ้งเปลี่ยนภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ “ประเทศไทย” ถูกจัดอยู่ในเป้าหมาย 14 ประเทศโดนหางเลข 36% ครอบคลุมสินค้าหลายหมวดหมู่ที่เป็นรายได้หลักซึ่งจะเริ่มเก็บจริงในวันที่ 1 ส.ค.นี้ถ้าดูจดหมายของ “ทรัมป์” หากอ่านทั้งแบบคำต่อคำ และตีความแบ่งออกเป็น 3 เรื่องสำคัญ คือ “เรื่องความมั่นคงสหรัฐฯ” ทรัมป์มองการขาดดุลการค้าไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจแต่เป็นภัยคุกคามความมั่นคงดูประโยคสุดท้ายจดหมายระบุ This Dificit is a major threat to our Economy and indeed our National Security!เรื่องที่สอง “ทรัมป์เน้นสหรัฐฯ–ไทย” แก้ปัญหาให้สมดุลและยุติธรรมไม่ซ้ำรอยเดิมที่ยืดเยื้อและไม่มีต่างตอบแทน แม้พูดความสมดุลแต่ไม่ใช่ตัวเลขเท่ากันด้วยเศรษฐกิจต่างกัน เน้นตอบแทนเฉพาะ เช่น ความมั่นคง การทหาร เทคโนโลยีและความสัมพันธ์กับจีนแนวทางเดียวใช้กับเวียดนาม บราซิล สิงคโปร์ อิสราเอล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้เรื่องที่สาม...“ข้อเสนอและคำขู่ต่อไทย” ที่เราไม่ควรประมาทมองข้ามคำขู่ทางการเมืองของทรัมป์ เพราะหลายประเทศ เช่น จีน บราซิล แคนาดา ออสเตรเลีย เคยได้รับผลกระทบจริงจากแนวทางกดดันนี้ “ทรัมป์ขู่” ถ้าไทยปรับภาษีขึ้นเท่าไรก็จะบวกเพิ่มจาก 36% หากเกิดจริงก็น่าจะมีของแถมมาเล่นงานไทยอีกหลายกรณี แต่ก็พร้อมเจรจาหากไทยปรับนโยบาย เช่น ลดภาษี ลดการกีดกันทางการค้า ควบคุมการสวมสิทธิ์ส่งออก หรือย้ายการลงทุนไปสหรัฐฯ ก็จะได้รับความช่วยเหลือและอัตราภาษีลดลง โดยจะเป็นไปทางไหนก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ 2 ประเทศ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ บอกว่าประเด็นคือ “ไทยควรต้องทำอะไรเพิ่ม...?” เรื่องนี้คงต้องปรับแนวทางการต่อรองให้มีข้อเสนอด้านความมั่นคงให้ดีขึ้น และปรับประกอบทีมขึ้นใหม่ให้ครบ 3 ทีม ทั้งทีมเศรษฐกิจ ความมั่นคง และทีมช่วยเหลือเยียวยาสิ่งสำคัญต้องเข้าให้ถึงคนสำคัญที่สุด “3 คนในรัฐบาลอเมริกัน” ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์, รมต.กระทรวงกลาโหม และ รมต.กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อลัดคิวช่วยพิจารณากรณีของไทยเป็นพิเศษ เพราะไทยมีข้อเสนอทางความมั่นคง และการต่างประเทศที่สำคัญต่อสหรัฐฯ ถ้ามีความสัมพันธ์ส่วนตัวก็อาจใช้เป็นประโยชน์ได้ทว่าสำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่มีอยู่แล้วทำได้ระดับหนึ่งในสภาวะที่จำกัดแม้ว่าช้าไปบ้าง แต่ก็ทำให้เห็นอัตราภาษีที่เป็นจริงของประเทศต่างๆก่อนล่วงหน้า ปัญหาที่ผ่านมาข้อเสนอไม่น่าดึงดูดใจ หรือเร้าใจต่อทรัมป์เท่าที่ควร เพราะไม่มีเรื่องความมั่นคง หรือการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญต่อทรัมป์ตั้งแต่แรกเหมือนบางประเทศทำให้อัตราภาษีมา 36% “ยังไม่สายต้องรีบเจรจาอีกรอบก่อน ส.ค.นี้” โดยไทยส่งข้อเสนอใหม่แทบชนเพดานทุบหม้อข้าวไปแล้วแต่อาจไม่ทัน หรือต่อรองได้ไม่มากหากไม่มีสายตรง 3 คนสำคัญที่สุดในโค้งสุดท้ายถัดมา “ทีมความมั่นคง” หลายคนคงไม่ทราบว่าไทยได้ช่วยเหลือ และยังร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องความมั่นคงทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผยตลอดเวลาหลายสิบปีมานี้ เช่น เรื่องการต่อต้านการก่อการร้าย การส่งผู้ร้ายข้ามแดน การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การ ซ่อมบำรุง การซ้อมรบ ช่วยรบ หรือปฏิบัติการการทหารต่างๆในภูมิภาคทั้งยังมีด้านไซเบอร์ หรือการต่อต้านยาเสพติด และไม่นับความร่วมมือที่ดีในอดีต เช่น เรื่องสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามในลาว และกัมพูชา สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งข้อเสนอทางด้านความมั่นคงไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มถ้าเพิ่มก็ไม่มาก เพราะบางข้อไทยทำอยู่จะลดลงกดดันอเมริกันก็ยังได้ ดังนั้น หากสามารถประกอบ “ทีมด้านมั่นคงขึ้นมาได้” จะช่วยเติมความได้เปรียบทีมเศรษฐกิจในการเจรจาดีขึ้นอย่างที่หลายคนอาจจะไม่ได้นึกมาก่อน เช่น การอำนวยความสะดวกด้านความมั่นคงต่างๆ การดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับสหรัฐฯในไทย หรือการให้ใช้ฐานทัพแบบจำกัดก็เคยทำมาแล้ว หรือจะให้เช่าก็ยังได้ตอกย้ำว่า “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” เตรียมจัดประชุมใหญ่ประจำปีในปลาย ส.ค.น่าจะมีผู้เข้าร่วม 300-400 คน เพื่อหารือเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่อาจต้องเร่งเร็วขึ้นให้ทีมความมั่นคงเข้ามาเติมเต็มแผนงานให้ครบถ้วนแต่ก็น่าสังเกตว่า “อดีตนายกฯ” ที่ได้ไปพูดในเวทีสื่อก็แสดง ความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน “จำเป็นต้องนำทีมด้านความมั่นคงเข้ามาเติมเต็ม” ที่จะเพิ่มตรงจุดใดรายละเอียดยังไม่มีใครอธิบายให้ชัดเจนอย่างหนึ่งที่แน่นอนควรพิจารณาอย่างรอบคอบคือ “การจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ” เพราะบางกรณีสามารถทำผ่านเงินกู้ของฝั่งสหรัฐฯ ด้วยการเดินหน้าแบบสัญญาจะซื้อจะขายไว้ก่อน เพื่อเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองในระยะต่อไป และจังหวะกำลังพิจารณาซื้อจริงนั้น “ทรัมป์” อาจจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้วก็ได้นอกจากนี้ “เรื่องการซ่อมบำรุงก็เป็นอีกอย่างที่เราดำเนินการอยู่” แต่อาจต้องขยายบทบาทเพิ่มเติมให้ทันกับบางมิติแข่งขันกับ “สิงคโปร์” ที่เกิดปัญหามากมายบางกรณีมีความเกี่ยวข้องกับไทยด้วย รวมถึงการฝึกซ้อมรบร่วม เช่น คอบร้าโกลด์ ควรทำให้จริงจังมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสื่อสารกับจีนว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่ต่อต้านจีน“ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่าไทยมีพันธมิตรทางการเมือง และการทหารกับสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นการต่อต้านจีน เพราะถ้าต่อต้านจีนจริงจะต้องแสดงออกผ่านการลงพื้นที่ร่วมซ้อมรบในทะเลจีนใต้เช่นนั้นไทยไม่ทำ ดังนั้นจุดตรงนี้จะช่วยไทยยังคงอยู่บนโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯรอบใหม่ในการได้ลัดคิวลำดับต้นๆได้” รศ.ดร.ปณิธานว่าต่อมาคือ “ทีมช่วยเหลือเยียวยา” สุดท้ายแล้วประชาชน และผู้ประกอบการต้องการเห็นการช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบจาก “นโยบายภาษีของสหรัฐฯอย่างจริงจัง รวดเร็ว และเป็นระบบ” เพราะแน่ชัดแล้วว่าใครจะได้รับผลกระทบอย่างไรและเมื่อไร ดังนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะชักช้าในการเยียวยาอีกต่อไปอย่างกรณี “สิงคโปร์” เริ่มเยียวยากันแล้วแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะที่ดีกว่าไทย ส่วนด้านการต่างประเทศ “ทีมเยียวยา” ก็ยังทำงานร่วมกับสหรัฐฯ หรือพันธมิตรอื่นขอสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจในบางเรื่อง “ยึดหลักว่าหากไทยอ่อนแอลง” ก็จะกระทบผลประโยชน์ของชาติเหล่านั้นอยู่ดีเรื่องเช่นนี้ไทยเคยทำมาแล้วในอดีตย้ำสรุปว่าการเข้าใจสถานการณ์ “อ่านให้ขาดทรัมป์ต้องการอะไรจากไทยแบบต่างตอบแทน” ก็จะนำไปสู่การประกอบทีมไทยแลนด์ที่แท้จริง และมีความหมาย ทั้งยังจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นต่อประเทศว่าได้ทำดีที่สุดแล้วแม้ว่าผลที่ออกมาจะไม่ได้ดีที่สุดเสมอไปก็ตาม...คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม