หลังรีไทร์จากซิกซ์เซ้นส์ หญิงเก่ง เบญจวรรณ สุทธิคำ ก็ใช้ชีวิตสบายๆ พักผ่อนเที่ยวท่องโลก เพราะไม่มีภาระอะไร ทริปล่าสุด คุณก๊อ–เบญจวรรณ บินไปอยู่กับน้องชายที่เป็นอิมมิเกรชั่นในอเมริกา นาน 3 เดือน แต่เบื่ออยู่เฉยๆ จึงไปช่วยที่ร้านอาหารไทยของน้องสะใภ้ แถวเบอร์แบงค์ ชื่อร้าน มาย ลิตเติ้ล โฮม เพื่อช่วย นที หลานรัก ในวันที่ไม่มีเรียน และไปทำงานหารายได้ที่ร้านของคุณแม่ ซึ่ง ป้าก๊อ พบว่าเหนื่อยสุดๆ เพราะทำอะไรต้องทำให้เต็มที่ คุณก๊อ จึงช่วย นที รับลูกค้าตั้งแต่ประตู พาไปนั่งโต๊ะ ไปเอาน้ำมาเสิร์ฟ เอาเมนูมาให้ร้านอยู่ย่านเบอร์แบงค์ ซึ่งเป็นย่านคนมีฐานะ ลูกค้าของร้านส่วนใหญ่จึงเป็นฝรั่งผู้ดี เด็กๆวัยรุ่นก็อบรมดี ทำอะไรให้ก็แต๊งกิ้ว ลูกค้าไฮโซสูงอายุ ส่วนใหญ่จะเอาหมาสุดที่รักไปด้วย ซึ่งต้องให้หมาขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ ไม่ได้ให้นั่งที่พื้น นอกจากบริการน้ำคนแล้ว คุณก๊อ ต้องมีบริการน้ำให้คุณหมาๆด้วย ถ้าอากาศร้อนก็ต้องเติมน้ำแข็งในน้ำดื่มหมา แต่บางตัว พอดื่มน้ำสบายใจ ก็เข้าไปเหยียบในชามน้ำ ทำหกไปทั่ว ก็เป็นหน้าที่ คุณก๊อ ต้องเช็ด ทั้งใจอยากเคาะหัวเจ้าหมาไฮโซเต็มแก่ นอกจากนั้น คุณก๊อ ต้องแนะนำลูกค้า ที่ชอบถามๆๆว่า จะกินอะไรดีถ้าเขาสั่งเมนูนั้น เขาควรกินเมนูไหนที่ไปกันได้ บางคนอยากทานเกี๊ยวซ่า ก็ถามว่าจะกินแบบนึ่งหรือทอดดี คุณก๊อ ก็แนะนำว่า ถ้าสั่งผัดไทยก็ควรทานเกี๊ยวซ่านึ่ง จะได้ไม่เป็นของทอดหรือผัดน้ำมันทุกอย่าง ถ้าลูกค้าอยากทานแกง แต่ก็นึกไม่ออกก็แนะนำว่า วันนี้อยากทานมัสมั่นใส่มันฝรั่งไหม ถ้าไม่อยากได้มันฝรั่งก็มีแกงเขียวหวานใส่หน่อไม้ ถ้าไม่อยากทานหน่อไม้ก็มีแกงพะแนง ลูกค้าจึงพออกพอใจกับบริการ คุณก๊อ ซึ่งยังช่วยรับออเดอร์เครื่องดื่มด้วย เพราะหลานรัก มักจะลืม และไปนั่งเล่นเกม3 เดือนที่อเมริกา คุณก๊อ จึงแบ่งเบาพนักงานคนอื่นได้มาก โดยไม่ได้ค่าแรงแม้แต่ดอลลาร์เดียว และไม่รับด้วย เพราะเสี่ยงกับถูกตรวจและจับในคดีแรงงานเถื่อน ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่ง ทรัมป์ กำลังกวาดล้าง จนเดือดร้อนไปทั่ว แม้แต่เงินค่าทิปก็ไม่ขอแบ่ง ให้เป็นของ นที หลานรักหมด ส่วนที่ ป้าก๊อ ได้คือ ทานอาหารที่ร้าน ส่วนค่าเครื่องดื่มโปรดของป้าคือไวน์ขาว แชมเปญ ก็ซื้อเอง สรุปเข้าเนื้อไป--พอทางร้านบอกมาว่า ลูกค้าประจำที่ชอบบริการเอาใจสุดฤทธิ์ของ คุณก๊อ ถามกันเกรียวว่าหายไปไหน คุณก๊อ จึงบอกว่า ขอมาพักร่าง พักสมองที่เมืองไทยสักปี แล้ว (อาจ) จะกลับไปช่วยอีก@@@@@ ในยุคที่นิยมจ่ายเงินค่าสินค้าด้วยระบบ “สแกนคิวอาร์โค้ด” กันทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะสะดวก ง่าย ไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องรื้อหาแบงก์ เหรียญ หรือมีเศษเหรียญให้หนักและรกกระเป๋า ก็พบว่ามีบางคนถือโอกาสใช้ระบบนี้ โกงจนได้ วันหนึ่งก็เป็นคิวของ ดุจดังใจหมาย เกษมสุวรรณ แห่งร้านอาหารไทยเก่าแก่ หลายรส พระราม 6 เมื่อมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งมากิน พออิ่ม ผู้ชายแต่งตัวดีก็เรียกมาเก็บเงิน โดยให้เอา QR code มาให้สแกน พอโชว์มือถือให้ดูสลิป ก็ออกจากร้าน พนักงานก็ไปกดค่าอาหารเข้าเครื่องคิดเงิน และถ่ายสลิปส่งให้ คุณดุจ ที่นอนนวดสบายใจอยู่บ้าน แต่ทำให้ คุณดุจ เด้งจากเตียงนวด เพราะชื่อในสลิปไม่ใช่ชื่อตัวเอง จึงรีบโทร.บอกเด็กให้ไปดักลูกค้าด่วน ซึ่งเด็กก็ไม่กลัวตาย วิ่งไปขวางรถ ให้ลงมาสแกนใหม่ คุณดุจ จึงพุ่งเข้าร้าน เรียกพนักงานซึ่งล้วนแต่เป็นเชื้อสายบุเรงนอง มาจากเมาะตะมะ ลุ่มแม่น้ำอิรวดี ซึ่งไม่รู้ภาษาไทย มาอบรมอย่างเข้มข้นว่า ให้จำฝังหุ่นให้ได้ว่าชื่อที่อยู่ในสลิป ต้องสะกด ดุจดังใจหมาย แบบนี้ๆๆ อย่าดูแต่ตัวเลขเงินอย่างเดียว เพราะอาจเจอมิจฉาชีพ มากินแล้วโชว์มือถือให้ดูสลิปว่าจ่ายแล้ว แต่ที่จริง ทำทีสแกน QR ร้าน แต่ (เสือก) โอนไปอีก QR ซึ่งอาจจะเป็นของโคตรเหง้าตัวเอง แล้วเอาสลิปมาให้ดูผ่านๆโฉบๆ พอเด็กเห็นราคาอาหารเท่าบิลก็นึกว่าโอนแล้ว มันเลยกินฟรีด้วยวิธีนี้ พอเพื่อนๆรู้และโกรธที่ คุณดุจ ถูกเอาเปรียบจึงไปเสิร์ชชื่อลูกค้ารายนี้ พบว่าโปรไฟล์เหมือนดี จึงขัดกับที่อ้างว่า โอนผิด เพราะเป็นการ แก้ตัวแปลกๆ ของคนที่บอกว่ามีบริษัทในไทยและต่างประเทศ เพราะ 1.ถ้าสแกน QR ของร้านจริง มันจะผิดชื่อไปได้ยังไง?!! 2.เวลาโอนเงินจะไม่ ตรวจสอบ เลยหรือว่า เงินโอนไปชื่อใคร ถ้าเกิดโอนผิดจะทำยังไง--เพื่อนๆจึงเชื่อว่าน่าจะตั้งใจกินฟรี และอาสาไปฟ้อง ดีเอสไอ ให้ตรวจสอบ ผู้ชาย คนนี้ (ซึ่งชื่อเหมือนอีกคน ที่เป็นตัวการใหญ่คดีหมื่นล้าน stark และถูกจับมาดำเนินคดีแล้ว) เพราะเชื่อไม่ลงว่า โอนผิด ทั้งที่ค่าอาหารแค่ 4,000.โสมชบาคลิกอ่านคอลัมน์ "ของว่างวันอาทิตย์" เพิ่มเติม