เป้าหมายที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ประกาศไว้ในพิธีปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2568 ที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “Make America Great Again” กลายเป็นการประกาศสงครามการค้าที่สร้างความปั่นป่วนให้เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มดำเนินมาตรการจริงจัง ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.68 ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดา เม็กซิโก จีน ส่งผลให้แคนาดาและจีนโต้กลับม ทำให้สหรัฐฯไม่พอใจ ประกาศขึ้นภาษีจากจีนไปเรื่อยๆ จนถึง 104% และ 125%รวมทั้งการเสนอใช้มาตรการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ประเทศใดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯอัตราเท่าใด ก็ถูกจะเก็บคืนในอัตราเท่ากัน รวมทั้งขึ้น “ภาษีตอบโต้คู่ค้า” (Reciprocal Tariffs) แบบเหมารวมทุกสินค้าจาก “ประเทศเป้าหมาย” ที่สหรัฐฯเสียเปรียบการค้ามาก จนในที่สุดวันที่ 2 เม.ย.68 ทรัมป์ประกาศให้เป็น “วันแห่งการปลดแอก” จากภาระภาษีที่คู่ค้าเก็บจากสหรัฐฯอย่างไม่เป็นธรรมโดยไทยถูกเก็บสูงถึง 36% สูงเป็นลำดับ 5 ในอาเซียน โดยอันดับ 1 - 4 คือ กัมพูชา 49%, ลาว 48%, เวียดนาม 46% และเมียนมา 44% ที่เหลือ ได้แก่อินโดนีเซีย 32%, มาเลเซีย 24%, บรูไน 24%, ฟิลิปปินส์ 17% และสิงคโปร์ 10% ขณะที่จีน 34%, อินเดีย 26%, เกาหลีใต้ 25%, ญี่ปุ่น 24% แต่เลื่อนการบังคับใช้ออกไป 90 วัน สิ้นสุดวันที่ 8 ก.ค.68ในส่วนของไทย “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ” ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค.68 ก่อนที่ทรัมป์จะรับตำแหน่งด้วยซ้ำ โดยมี “นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบหมาย “นายพิชัย ชุณหวชิร” รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นหัวหน้าคณะ (ทีมไทยแลนด์)หลังรับฟังความเห็นและหารือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไทยได้จัดทำข้อเสนอต่อสหรัฐฯสำเร็จภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และได้ประโยชน์ร่วมกันแบบ Win-Win คือ 1.เป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมที่เกื้อหนุนกัน เช่น อาหารแปรรูป 2.เพิ่มนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ ที่ไทยจำเป็นต้องใช้ เช่น พลังงาน, เครื่องบินและชิ้นส่วน, อาวุธยุทโธปกรณ์, สินค้าเกษตร อาทิ ข้าวโพด ถั่วเหลือง เนื้อวัว 3.เปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยลดภาษีนำเข้าภายใต้ระบบภาษี MFN (การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง) 11,000 รายการ ลง 14% ลดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ลดโควตา เปิดตลาดสินค้าสหรัฐฯ เช่น เชอรี่ แอปเปิ้ล ข้าวสาลี ข้าวโพด เนื้อสัตว์4.แก้ปัญหาสวมสิทธิ์สินค้าจากประเทศที่สามส่งออกผ่านไทยไปสหรัฐฯ เบื้องต้นมีสินค้าเฝ้าระวัง 65 รายการ กว่า 200 พิกัดศุลกากร 5. ส่งเสริมการลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ ภายใน 4 ปี เช่น โครงการลงทุน LNG ในรัฐอลาสกา และลงทุนฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ จากปัจจุบันไทยลงทุนในสหรัฐฯ 70 แห่ง มูลค่า 16,000 ล้านเหรียญฯ สร้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง โดยได้ส่งข้อเสนอดังกล่าวให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ตั้งแต่วันที่ 8 พ.ค.68หลังการยื่นข้อเสนอแล้ว ไทยได้คิวเจรจาอย่างเป็นครั้งแรกวันที่ 18 มิ.ย. 68 ผ่านวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ รับฟังข้อเสนอสหรัฐฯเพิ่มเติม 5 ข้อ ได้แก่ 1. มาตรการทางภาษีและโควตา 2. มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) 3. การค้าดิจิทัล (Digital Trade) 4.แหล่งกำเนิดสินค้า 5.ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและกิจการภายใน (Economic and National Security) ซึ่งไทยได้จัดทำข้อเสนอเพิ่มเติมยื่นให้สหรัฐฯวันที่ 20 มิ.ย. โดยคู่เจรจาต้องลงนามไม่เปิดเผยข้อมูลการเจรจา (Non-Disclosure Agreement)เป็นเวลานาน 4 ปีส่วนคิวเจรจาแบบซึ่งๆ หน้า ไทยได้คิววันที่ 3 ก.ค. โดยนายพิชัย พร้อมทีมไทยแลนด์บินไปเจรจา คืนวันที่ 30 มิ.ย.68 คาดหวังจะปิดดีลภาษีได้ราวๆ 18-20% ก่อนเส้นตายวันที่ 9 ก.ค. ขณะที่เวียดนามยอมมอบตัวลดภาษีนำเข้าสินค้าให้สหรัฐฯเป็น 0% ทุกรายการ ทำให้ปิดดีลภาษีที่อัตรา 20% จาก 46%ส่งผลให้ไทยอยู่ในความ “กดดัน” ต้องกลับมาทำข้อเสนอใหม่ ส่งให้สหรัฐฯวันที่ 6 ก.ค. ได้แก่ ลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ทันทีนับพันพิกัดภาษีศุลกากร รวมหลายหมื่นรายการ เพิ่มจำนวนสินค้าเฝ้าระวังสวมสิทธิ์ เพิ่มสัดส่วนใช้วัตถุดิบในไทย (Local Content) เช่น 40% อาจเป็น 60-80% แต่มีบางเรื่องทำไม่ได้ตามที่สหรัฐฯเสนอน่าเสียดาย ข้อเสนอใหม่นี้สวนทางกับจดหมายจากทรัมป์ ที่ส่งถึง 14 ชาติ รวมถึงไทย เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ ก่อนเส้นตายวันที่ 8 ก.ค.68 และให้มีผลวันที่ 1 ส.ค. 68 โดยคงภาษีไทย 36% ส่วนญี่ปุ่น เพิ่มเป็น 25% เกาหลีคงที่ 25% มาเลเซีย 25% อินโดนีเซีย คง 32% ลาวและกัมพูชา ลดเหลือ 40% และหลังจากนั้น ได้ทยอยประกาศอัตราที่เก็บจากคู่ค้าอื่นๆ เพิ่มเติมก่อนถึงเส้นตายรอบสุดท้ายวันที่ 1 ส.ค.นี้ นายพิชัย ได้หารือคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน และบริษัทรายใหญ่ เพื่อให้จัดทำรายละเอียดผลกระทบแต่ละสินค้า ย้ำไทยยังมีเวลาเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนวันที่ 1 ส.ค. 68 และมั่นใจว่า สหรัฐฯจะปรับลดภาษีให้ไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่ง หรือใกล้เคียง 20%.อ่านคอลัมน์ "สกู๊ปเศรษฐกิจ" ทั้งหมดที่นี่