การเจรจาต่อรอง “ภาษีทรัมป์” ไม่ได้เป็นไปตามที่สำนักงานเศรษฐกิจ และนักเศรษฐศาสตร์ของรัฐบาลคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะในประเด็นที่บอกว่า ไม่ต้องเร่งรีบไปเจรจาตามอุดมคติไทยโบราณที่ว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงาม!เพราะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพิ่งประกาศว่า เวลานี้มีอังกฤษ กับเวียดนามคู่แข่งสำคัญของไทยเพียง 2 ประเทศเท่านั้น ที่บรรลุวัตถุประสงค์ในการเป็นคู่ค้ากับสหรัฐฯภายใต้อัตราภาษีนำเข้าที่เห็นชอบร่วมกันส่วนประเทศอื่นๆถ้าไม่ไปเจรจากับสหรัฐฯไม่ว่าจะไปเจรจากับสำนักผู้แทนการค้า (USTR) รมว.คลัง รมว.พาณิชย์ และ รมว.ต่างประเทศให้เสร็จภายในวันนี้ (9 ก.ค.)ทรัมป์อาจมีคำสั่งให้เก็บภาษีนำเข้าตั้งแต่อัตรา 10% ไปจนถึง 70% ได้ ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์ยังประกาศว่าเขาจะส่งจดหมายไปยังรัฐบาลของ 12 ประเทศ เพื่อแจ้งเตือนเรื่องการปรับขึ้นภาษี เพราะกำหนดการผ่อนผันการขึ้นภาษี 90 วันของทรัมป์ได้สิ้นสุดลงแล้วหนังสือที่จะทำถึงรัฐบาลของ 12 ประเทศนี้ ไม่มีการเปิดเผยว่าจะเป็นประเทศใดบ้าง จะมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ไม่มีใครยืนยันได้เพราะการเดินทางไปเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐฯของนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมไปเจรจานั้น กลับมามือเปล่า แถมยังพกการบ้านที่สหรัฐฯให้มาแก้ไขในหลายเรื่องกลับมาด้วยส่วนเงื่อนไขการเจรจาต่อรองจะเป็นอย่างไร ทีมที่ไปเจรจายังยืนยันเป็นความลับ ประชาชนคนไทยยังไม่มีสิทธิรับรู้ ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกดีว่าเราไม่ต้องรับรู้หรือว่าจะเปิดนำเข้าข้าวโพด ถั่วเหลือง เนื้อวัว และสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ผลไม้สหรัฐฯมากเท่าไหร่และจะให้อัตราภาษีนำเข้าพิเศษแก่สหรัฐฯเท่าใด 0% เหมือนเวียดนามหรือไม่หรือจะซื้อเครื่องบินรบ เครื่องบินโดยสารของสหรัฐฯกลับมาจำนวนเท่าใดคุ้มค่า และเท่าเทียมกันกับมูลค่าการค้าระหว่างกันเพียงใดสำคัญคือทีมไทยแลนด์ชุดนี้ ไม่ต้องมีคนกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงการต่างประเทศร่วมอยู่ในการหารือ แล้วคิดว่าจะสำเร็จได้ด้วยดีหรือไร?!สิ่งที่เป็นเรื่องต้องคิดอีกเรื่องก็คือ หัวหน้าทีมไทยแลนด์มีวิสัยทัศน์ให้กระทรวงการต่างประเทศ กับกระทรวงพาณิย์ไทยในเวลานี้วางแผนรับมือกับเรื่องตลาดการค้าไทยกับประเทศอื่นๆอย่างไร หากยังเจรจากับสหรัฐฯไม่สำเร็จการหารือกับตลาดการค้าในสหภาพยุโรป และตลาดย่อยๆในยุโรปจะดำเนินไปอย่างไร จะเสร็จสิ้น และมีผลบังคับใช้ได้เร็วที่สุดเมื่อใด แล้วในภูมิภาคเอเชีย และอาเซียนด้วยกันเล่าเปลี่ยน รมว.พาณิชย์คนใหม่มาเป็นนายจตุพร บุรุษพัฒน์แล้ว ก็ต้องเอาเขาเข้าทีมไทยแลนด์เพื่อร่วมกันวางแผนหามาตรการรอบด้านไม่ใช่แค่รับมือสหรัฐฯด้วยส่วน รมว.ต่างประเทศ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ น่ะ อยู่ต่อไปก็จะได้แค่นี้ เรื่องที่จะคาดหวังให้ไปทำ FTA หรือข้อตกลงการค้าใหม่ที่เรียกว่า CPTPP ความตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจซึ่งมีเงื่อนไขครอบคลุมมากกว่าก็คงจะสาละวันเตี้ยลงตามลำดับ.มิสไฟน์คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม