สถานการณ์การเมืองในสภาพเปราะบาง รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ มีอำนาจในมือน้อยลงเรื่อยๆจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะภาวะความเป็นผู้นำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ พรรคเพื่อไทยและนายกฯคอพาดเขียงอยู่ใน สมรภูมินิติสงคราม มวลชนออกมาเคลื่อนไหวใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกเพื่อกดดันนายกฯเดิมไม่สามารถผลักดันนโยบายต่างๆออกไปได้สำเร็จ โดยทางแกนนำพรรคเพื่อไทยอ้างกระทรวงมหาดไทยไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแล เมื่อยึดกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย และพรรคภูมิใจไทยไปเป็นฝ่ายค้าน เชื่อมั่นกลกระทรวงมหาดไทยสามารถขับเคลื่อนผลักดันนโยบายต่างๆไปถึงมือประชาชนตามเป้าหมายตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หลังโปรดเกล้าฯ ครม.อิ๊งค์ 1/2 และนายกฯ นำรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที นับจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลว่ามีศักยภาพและประสิทธิภาพบริหารราชการแผ่นดิน เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาแค่ไหนโดยเฉพาะเมื่อกำกับดูแลกระทรวงสำคัญๆไว้ทั้งหมด ต้องเร่งผลักดันนโยบายที่สัญญาประชาคมเอาไว้ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อาทิ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรอิสระต้องมีความเป็นอิสระ มีการคานอำนาจและมีความโปร่งใส คู่ขนานพลิกฟื้นเศรษฐกิจ“อย่างน้อยพยายามผลักดันเท่าร่าง พ.ร.บ.เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แม้เจอทางตัน เผชิญอุปสรรค แต่ยังหาช่องทางสู้จนได้” นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กระตุ้นรัฐบาลถึงความจำเป็นต้องแก้กติกาประเทศกันใหม่ เพื่อป้องนิติสงคราม การเมืองไร้เสถียรภาพ ซึ่งกระทบต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปฏิรูประบบราชการทั้งหมด ให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส่ รวมทั้งปฏิรูปกองทัพเป็นทหารมืออาชีพ ป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมเสนอกฎหมายป้องกันต่อต้านการรัฐประหาร เพื่อให้ กองทัพมีความเป็นทหารอาชีพปกป้องอธิปไตยบนแผ่นดินไทยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่พรรคเพื่อไทยต้องการผลักดัน เมื่อเข้ามากำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยเต็มตัว ควรนำร่องจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่พร้อม ถ้าไม่ทำตามสัญญาประชาคม รัฐมนตรีใหม่เข้ามาแค่โยกย้ายใหญ่ประจำปี ใช้งบฯปี 69 เท่ากับไม่มีผลงาน ถ้าเลือกตั้งใหม่ก็มีโอกาสแพ้สูง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม