มาตรการตอบโต้ทางภาษีของ สหรัฐฯ เที่ยวนี้ ทำให้ตาสว่างหลายเรื่องโดยเฉพาะความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับปัญหาที่เป็นโจทย์ยาก ระดับชาติ เราอาจคุ้นเคยกับปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติจนเคยชิน จะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ เราขาดความสามัคคีกันมานานมากแล้ว เจอปัญหาของจริงเลยตัวใครตัวมันการเมืองไทยมีลักษณะพิเศษ คือแบ่งเป็นขั้วอนุรักษ์และขั้วประชาธิปไตยแบบมีเงื่อนไข ในที่นี้หมายถึง เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 หรือไม่เห็นด้วย ไม่ได้หมายถึงอุดมการณ์ทางการเมืองทั่วๆไป เหมือนประเทศเสรีนิยมอื่นๆ ซึ่งอันที่จริง ระหว่างอนุรักษนิยม กับประชาธิปไตยนิยม ก็คือการปกครองโดยประชาธิปไตยแบบเก่าดังเดิมกับแบบใหม่ที่พัฒนาไปตามสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ดังนั้นทำให้รัฐบาลในที่นี้หมายถึงพรรคเพื่อไทยต้องรับหน้าเสื่อตามลำพังจนวันนี้ทุกประเทศทั่วโลกยังตั้งตัวไม่ติดแค่มาตรการตอบโต้ทางภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพียงมาตรการเดียว ปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด และแทนที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง เพื่อจะรับมือกับการส่งออกและนำเข้าสินค้า กลับกลายเป็นว่าไม่โต้กลับก็ยอมเจรจาด้วย มีการขยายผลไปถึงการเงินการคลังของประเทศ ไปเกี่ยวกับพันธบัตรการลงทุนอัตราค่าเงิน ตลาดหุ้น เลยเถิดไปถึงพันธมิตรและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่ง ทรัมป์เอง คงคิดไม่ถึงว่า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าอีก 30% จะทำให้บานตะไทได้ขนาดนี้ในที่สุดปลายทางของเรื่องน่าจะไปจบที่ว่า ใครจะเป็นพันธมิตรทางการค้ากับใคร จะเลือกคบใคร ดังนั้น การจะไปเสนอเงื่อนไขจิ๊บจ๊อย เช่นการตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดเพื่อการขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดที่ไม่ใช่สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเฝ้าระวังที่ปฏิบัติอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2565 มีการกำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายเฉพาะกรณีการส่งออกไปยังสหรัฐฯจำนวน 49 รายการ ให้ความมั่นใจกับสหรัฐฯว่าจะไม่มีการสวมสิทธิหรือแอบอ้างถิ่นกำเนิดจากประเทศที่สามโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานของผู้ประกอบการจีนที่มาตั้งโรงงานในไทยเพื่อหลบเลี่ยงภาษีทุ่มตลาด หรือการที่เราได้ดุลการค้าสหรัฐฯอยู่ 35,427 ล้านเหรียญในปีที่ผ่านมาก็คงไม่ใช่สาเหตุใหญ่ที่สหรัฐฯจะเอาจริงเอาจังกับประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลาย เพราะคำนวณดูแล้วไม่ได้เกิดประโยชน์กับสหรัฐฯมากมายนักทำไมสหรัฐฯถึงประกาศขึ้น ภาษีกลุ่มเหล็กและอะลูมิเนียม ส่วนประกอบอุปกรณ์ของยานยนต์ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง ถ้าเดาไม่ผิด สหรัฐฯห่วงปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ในอนาคต รวมทั้งปัญหาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี เอไอ และสุดท้ายคือ สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่จีนทำท่าจะแซงหน้า สหรัฐฯไปแล้วดังนั้น การอ้างการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับปัญหาความมั่นคงและเทคโนโลยีแล้วอย่างหลังน่าจะเป็นเป้าหมายที่ชัดเจนกว่า ผลพลอยได้ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น หรือการลงทุนในสหรัฐฯที่มากขึ้นหรือจะส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ได้มากขึ้นยังไม่เท่ากับการวัดบารมีความเป็นประเทศมหาอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐฯผ่านสงครามการค้า ที่บังคับให้ต้องเลือกข้าง เป็นคำตอบว่าทำไมสหรัฐฯถึงเตรียมปิดสถานทูตเกือบ 30 แห่งด้วย.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th คลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม