วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมได้รับคลิปสั้นปาฐกถาของ ศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังระดับโลกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งไปพูดในเวที Antalya Diplomacy Forum ที่ตุรกี ศ.เจฟฟรีย์ ได้รับการยกย่องจาก นิตยสาร TIME ว่า “นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก” ปัจจุบันเขายังเป็น SDG Advocate ให้กับ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เป็นผู้เชี่ยวชาญการวางแผนลดหนี้ระดับโลก เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม เล่มล่าสุดชื่อ The Price of Civilization (2011) ศ.เจฟฟรีย์ ได้วิจารณ์นโยบายภาษีของทรัมป์ว่า มันคือนโยบายโง่ๆเหมือนกับ “เศรษฐกิจ มิกกี้ เมาส์” (Mickey Mouse Economics) นั่นเองผมขออธิบายสั้นๆถึง Mickey Mouse Economics สักนิด ประโยคนี้ไม่ใช่ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นภาษาพูดที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดหรือนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกมองว่าง่ายเกินไป ไม่สมจริง ขาดความลึกซึ้ง ที่ใช้ชื่อ มิกกี้ เมาส์ การ์ตูนชื่อดังของดิสนีย์ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเด็ก อาจดูไร้สาระเมื่อเทียบกับเศรษฐศาสตร์ศ.เจฟฟรีย์ พูดถึงภาษีตอบโต้ของทรัมป์ว่า เหมือนเราเอาบัตรเครดิตไปช็อปปิ้ง แล้วเป็นหนี้บัตรเครดิตกับร้านค้าจำนวนมาก เราก็ไปโทษร้านค้าว่าทำให้เราขาดดุล และกล่าวหาร้านค้าที่ขายของให้เราว่า พวกคุณหลอกฉัน (you ripping me off) การขาดดุลไม่ใช่นโยบายการค้า แต่เป็นการใช้จ่าย รวมทั้งผลิตผลและรายได้ที่หามาได้ ผม (ศ.เจฟฟรีย์) สอนเรื่องนี้ในวิชาการเงินระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่สองของนักศึกษาปีที่หนึ่ง ถ้าทรัมป์เป็นนักศึกษาคงสอบตกตั้งแต่วันที่สอง เขาไม่เข้าใจและเที่ยวไปบอกว่าทุกคนโกงเขาหมด แต่แท้ที่จริงคือ สหรัฐฯใช้จ่ายเกินรายได้ที่หามาได้ เรามีบัตรเครดิตใบใหญ่ที่เรียกว่ารัฐบาลสหรัฐฯ รัฐบาลใช้จ่ายเงินมากกว่ารายได้ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีทำไมจึงไม่เก็บภาษีมากขึ้นเพื่อชดเชย ก็เพราะ ผู้แทนเวลาเลือกตั้ง จะมีผู้สนับสนุนที่เป็นคนรวย แต่ไม่ชอบจ่ายภาษีเยอะ (เช่น อีลอน มัสก์ และ มหาเศรษฐียิวในสหรัฐฯ ที่สนับสนุนทรัมป์) เวลาจะโหวตเรื่องการขึ้นภาษี จึงไม่กล้า แทนที่ทรัมป์จะไปโทษระบบของตัวเอง กลับไปโทษประเทศอื่น ว่าเป็นต้นเหตุทำให้สหรัฐฯขาดดุลการค้าศ.เจฟฟรีย์ กล่าวว่า แค่สองวันที่ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี มูลค่าในตลาดหุ้นทั้งโลกหายไปกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ในพริบตา แล้วเงิน 10 ล้านล้านดอลลาร์นี้มันย้ายจากไหนไปไหนหรือเปล่า เปล่าเลย มันหายวับไปเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ไม่เข้าใจว่า การค้าถ้ามันหยุดลง มันจะเสียทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งเสียแล้วอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่มันหายไปจากระบบเลย ระบบเศรษฐกิจโลกเป็นระบบที่แบ่งงานกันทำ ใครเก่งอะไรก็ผลิตอันนั้น จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทรัมป์ทุบทีเดียวพังหมด ตอนนี้คนรวยที่เลือกทรัมป์เริ่มรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลแล้ว แม้แต่ อีลอน มัสก์ ก็คิดแบบนั้น ตลาดทุนก็คิดแบบนี้ หุ้นเลยตกระเนระนาด ศ.เจฟฟรีย์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตอนที่ทรัมป์ประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป 90 วัน ตลาดหุ้นฟื้นทันที 4 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้ามีใครรู้ก่อนสัก 5 นาที จะหาเงินได้มหาศาลมาก รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลที่สะอาดโปร่งใสแน่นอนสหรัฐฯระแวงจีน กลัวจีน เกลียดจีน เพราะจีนประสบความสำเร็จมากเกินไป จนเป็นหอกข้างแคร่ เป็นคู่แข่ง เป็นศัตรู ถ้าสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯเกิดขึ้นจริง ศ.เจฟฟรีย์ ฟันธงบนเวทีเลยว่า จีนจะเป็นฝ่ายชนะ เพราะจีนพึ่งตลาดสหรัฐฯเพียง 12% ของการส่งออกทั้งหมดศ.เจฟฟรีย์ ยังชี้ให้เห็นว่า การที่ทรัมป์สามารถทำอะไรเช่นนี้ได้ เพราะทรัมป์อ้างกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ ทำให้ทรัมป์มีอำนาจออกคำสั่งเพียงคนเดียวโดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส เมื่อครบ 90 วันเชื่อว่าตัวเลขภาษีทรัมป์จะเปลี่ยนไปอีก แต่จะได้เห็นอะไรบ้าง ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเราก็แล้วกัน (ล่าสุด เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ยื่นฟ้องทรัมป์ฐานใช้อำนาจฉุกเฉินจากกฎหมาย International Emergency Economic Power Act รวบอำนาจขึ้นภาษีศุลกากรคนเดียวทำให้รัฐแคลิฟอร์เนียเสียหาย)"ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม