แม้รัฐบาลสหรัฐฯจะเปิดการเจรจารอบใหม่กับรัฐบาลอิหร่านเรื่องการยับยั้งโครงการพัฒนานิวเคลียร์ ส่งสัญญาณให้ชาวโลกเห็นว่าต้องการใช้กระบวนการทาง การทูตระงับความขัดแย้งแต่กรณีนี้ก็ก่อให้เกิดคำถามเช่นกันว่า หากการทูตไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ แล้วอะไรที่จะเกิดขึ้นตามมา? เพราะในช่วงการบริหารสมัยแรกของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ได้แสดงความแข็งกร้าวกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ผู้นำบารัค โอบามา ปิดดีลไปเมื่อปี 2558จากนั้นจึงตามมาด้วยปฏิบัติการลอบสังหารนายพลกอเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบหัวกะทิของอิหร่าน และขยายนโยบายคว่ำบาตรอิหร่าน ตลอดจนเสริมหน่วยรบของสหรัฐฯเข้าไปในตะวันออกกลางใช่หรือไม่กับคำตอบที่ว่า เจรจาล่มเมื่อไร จะกลายเป็นเหตุผลให้สหรัฐฯใช้กำลัง?ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ความมั่นคงประเมินไว้เบื้องต้นว่า กองทัพสหรัฐฯมีแนวทางการโจมตีโครงการนิวเคลียร์อยู่ 2 ประการ หนึ่งคือเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพอากาศสหรัฐฯกับกองทัพอากาศอิสราเอล สองคือผลักดันให้กองทัพอากาศอิสราเอลจัดการโซโล่ โจมตีอิหร่านไปเลยในอดีตที่ผ่านมา การตอบโต้ของกองทัพอิหร่านจะมีขึ้นแบบนอกกรอบ นั่นคือการใช้เครือข่ายความมั่นคงในภูมิภาคดำเนินการโจมตี เพื่อลดความเชื่อมโยงกับอิหร่านโดยตรง เพียงแต่สถานการณ์ ณ ตอนนี้ ได้ทำให้ศักยภาพเหล่านั้นถูกบั่นทอนไปอย่างต่อเนื่องกองกำลังติดอาวุธเฮซบอลเลาะห์ในเลบานอนอยู่ในสภาพบอบช้ำอย่างหนักจากการสู้รบกับอิสราเอลเมื่อปีที่ผ่านมา กองกำลังติดอาวุธปาเลสไตน์กลุ่มฮามาสในฉนวนกาซากลายเป็นตุ่นมุดดิน ขณะที่พันธมิตรซีเรีย ก็ถูกศัตรูของอิหร่านจัดการเปลี่ยนรัฐบาล เชิดอดีตกองกำลังรัฐอิสลาม (IS) ขึ้นมาบริหารประเทศแทนมีแนวโน้มสูงหรือไม่ที่กองทัพอิหร่านจำเป็นต้องพึ่งพาตนเองในการเผชิญหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการยากที่จะต่อกรกับอาวุธขั้นสูงอย่างเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบพรางเรดาร์รุ่น B-2 หรือแม้กระทั่งเครื่องบินรบอเนกประสงค์พรางเรดาร์อย่างเอฟ-35 ที่ใช้ระเบิดเจาะบังเกอร์ทำลายเป้าหมายใต้ดินอย่างแม่นยำแต่แน่นอนก็ใช่ว่าจะหมดหนทางเสียทีเดียว อิหร่านยังสามารถใช้อิทธิพลกดดันชาติอาหรับที่เป็นพันธมิตรกับตะวันตก หรือใช้กลยุทธ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัดเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก และก๊าซธรรมชาติกว่า 30% ของโลกได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งย่อมทำให้การค้าโลกวุ่นวายเข้าไปอีก!?ตุ๊ ปากเกร็ด