การประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าของรัฐบาลสหรัฐฯในอัตรายืนพื้น และอัตรา “ตอบโต้” โทษฐานเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกำหนดเป้าหมายไว้ 5 ประการประการแรก ทรัมป์มองว่าสหรัฐฯถูกต่างชาติไม่ว่ามิตรหรือศัตรูปล้นสะดม เอารัดเอาเปรียบมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ด้วยเหตุนี้กำแพงภาษีจึงมีความจำเป็น เป้าหมายนี้มองได้ว่า “บรรลุผล” เพราะรัฐบาลสหรัฐฯอ้างว่า มี 75 ประเทศกำลังแห่เข้ามาเจรจา (ขอจูบก้น) ตอนนี้ถือว่ามีเวลา 90 วันให้ต่อรองกันใหม่เพื่อให้สหรัฐฯมีข้อตกลงทางการค้าที่ได้เปรียบยิ่งขึ้นประการที่สอง การตั้งกำแพงภาษีจะช่วยซุปเปอร์ชาร์จ ฟื้นฟูรากฐานอุตสาหกรรมการผลิตภายในสหรัฐฯ คนมีงานทำ โรงงานใหม่ๆเปิดตัว เป้าหมายนี้ยังถือว่า “ไม่บรรลุผล” เพราะแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะพยายามบีบให้ลดการพึ่งพาต่างชาติจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดี แต่ด้วยพฤติกรรมของตัวประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สั่งการปุบปับตามใจนึก ย่อมเป็นตัวแปรที่ทำให้ภาคธุรกิจไม่กล้าขยับ และรอดูสถานการณ์ไปจนกว่าฝุ่นตลบจะเริ่มจางประการที่สาม ทรัมป์กล่าวว่า ผมมีความเคารพประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผมมีความเคารพประเทศจีน แต่พวกเขาเอาเปรียบสหรัฐฯอย่างมหาศาล ขณะที่ทีมรัฐมนตรีต่างก็เออออห่อหมกตามๆกันว่า จีนคือศัตรูตัวจริงของสหรัฐฯและของโลก จำเป็นต้องทุบเพื่อกำราบ เป้าหมายนี้มองได้ว่า “บรรลุผล” แต่ตามมาด้วยความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะลุกลามบานปลาย เนื่องจากจีนไม่ยอมถอยและตั้งภาษีเอาคืนแบบตาต่อตาฟันต่อฟันประการที่สี่ การตั้งกำแพงภาษีจะช่วยสร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่สหรัฐฯ เงินที่เราได้จะทำให้เราสามารถลดภาษี และชดใช้หนี้สาธารณะ (ที่เกิดจากพิมพ์แบงก์มาใช้จ่าย) เป้าหมายนี้ยัง “ไม่บรรลุผล” แต่จากการประเมินเชื่อว่า ภาษียืนพื้น 10% จะทำให้สหรัฐฯมีรายได้ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯในเวลา 10 ปี ทว่ายังไม่มีใครเดาได้ว่าสถานการณ์จากนี้จะเป็นเช่นไร และ “ความเชื่อใจสหรัฐฯ” ในระยะยาวจะเป็นเช่นไรประการที่ห้า ทรัมป์กล่าวว่า หากสหรัฐฯผลิตสินค้าใช้เองได้เพิ่มเติม ย่อมทำให้เกิดการแข่งขันในประเทศอย่างคึกคัก และทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ “มีราคาถูกลง” เป้าหมายนี้ยัง “ไม่บรรลุผล” แถมกำลังวิ่งไปในทิศทางตรงข้าม โดยนักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่าชาวอเมริกันอาจมีรายจ่ายต่อปีเพิ่มกว่า 3,000 ดอลลาร์ (ราว 102,000 บาท) หากแผนกำแพงภาษียังเดินหน้าต่อไป.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม