ปัจจุบันประชากรสัตว์ป่า “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเพิ่มมากขึ้น” ทำให้เกิดการออกนอกพื้นที่ไปกินพืชการเกษตรของชาวบ้าน สร้างความเสียหายโดยรอบ 19 หมู่บ้านใน อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ อ.ห้วยคต อ.ลานสัก อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างคนและสัตว์ป่าขึ้นทุกปีสร้างความสูญเสียกันทั้งสองฝ่าย “เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน” ทั้งภาครัฐและชาวบ้านพยายามหาทางออกแต่ก็ยังไม่พบจุดสิ้นสุดของปัญหานี้ กลุ่ม บ.สยาม ไวเนอรี่ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สนับสนุนงบประมาณ 6 ล้านบาทสำหรับเพิ่มศักยภาพพื้นที่ให้ “อุดมไปด้วยน้ำและอาหาร” ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่เป็นสังคมไม้พุ่มให้กลับมาเป็นทุ่งหญ้า “เพิ่มปริมาณแหล่งอาหารให้สัตว์ป่าที่กินพืช” กลับมาใช้พื้นที่เดิมมิให้ออกไปสู่บริเวณแนวเขตหรือภายนอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อันเป็นการล่อแหลมต่อการถูกล่า หรือการติดโรคระบาดจากปศุสัตว์ ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ที่เป็นเหยื่อของเสือโคร่ง และลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง “ทีมสกู๊ป” ได้ลงพื้นที่ดูความคืบหน้าการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำใหม่ และยังได้ชมการพัฒนาแหล่งอาหารที่มีการจัดการทุ่งหญ้ารอบแหล่งน้ำให้เป็นแปลงทุ่งหญ้าขนาดเล็กลักษณะเป็นหย่อมรอบบริเวณพื้นที่สระน้ำ โดยการใช้รถแทรกเตอร์ล้อยางไถพรวนเอากล้าไม้ ไม้รุ่นออก และไถพรวนให้บริเวณชั้นล่างมีสภาพเป็นทุ่งหญ้าขึ้นให้สัตว์ป่าได้ใช้ประโยชน์เป็นหย่อมๆ เพิ่มศักดิ์ กนิษฐชาต หน.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บอกว่า พื้นที่ป่าห้วยขาแข้งมีอยู่ทั้งหมด 1.8 ล้านไร่ทิศเหนือติดอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จ.ตาก ทิศใต้ติดอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี “ทิศตะวันออกติดชุมชน 3 อำเภอ” อย่าง อ.บ้านไร่, อ.ลานสัก และ อ.ห้วยคต จ.อุทัยธานี ยาวกว่า 200 กม.ทว่าปัจจุบัน “สัตว์ป่าก็เพิ่มประชากรขึ้นมาก” จนเกิดปัญหาออกนอกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นช้าง วัวแดง กระทิง กวาง “ก่อกวนชาวบ้าน” สร้างผลกระทบความเสียหายต่อพื้นที่ทำการเกษตรของชุมชนโดยรอบมาตลอดสาเหตุมาจาก “พื้นที่อาศัยสัตว์ป่าลดลง” ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งดินโป่งมีไม่เพียงพอ “การปลูกพืชเกษตรของชาวบ้าน” จึงกลายเป็นสิ่งเร้าล่อให้สัตว์ป่าออกไปกินพืชผลในช่วงการเก็บเกี่ยวบานปลายเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วที่ผ่านมา “เราพยายามปกป้องทั้งคนและสัตว์ป่า” ด้วยการเดินหน้าคุยกับชาวบ้าน ทำความเข้าใจทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาหากเกิดการสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน พืชผลการเกษตร “มักใช้วิธีการเยียวยาอันเป็นเพียงปลายเหตุ” ทำให้ต้องมานั่งคิดจะทำอย่างไรให้คนปลอดภัย และสัตว์ป่าปลอดภัยไปพร้อมๆกัน“ตอนนี้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ ทุ่งหญ้า ดินโป่งมีไม่พอความต้องการสัตว์ป่า ขณะที่โดยรอบกลับมีสิ่งเร้าพืชผลเกษตรชาวบ้านภายนอกดึงสัตว์ป่าออกไป เราจึงต้องเร่งจัดทำแหล่งอาหารให้เป็นซุปเปอร์มาร์เกตในป่า เพื่อดึงสัตว์กลับเข้ามาในป่าลดความขัดแย้งคนและสัตว์ป่าลง” เพิ่มศักดิ์ ว่าเช่นนี้เราจึงไม่ต้องการให้สัตว์ป่าออกไป “รบกวนชุมชน” ทำให้ต้องจัดทำแหล่งน้ำ แหล่งอาหารสำหรับสัตว์ป่า “เพื่อป้องกันช้างป่า และสัตว์ป่า” ออกมาหากินนอกพื้นที่ ทำลายพืชผลการเกษตรของประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะทิศตะวันออกแห่งนี้มีบางจุดเป็นพื้นที่ราบ และเป็นถิ่นอาศัยของวัวแดงด้วยซ้ำ กระทั่งนำมาซึ่ง “การปรับปรุงทุ่งหญ้า” สำหรับเป็นแหล่งอาหารสัตว์ป่าในพื้นที่เขตป่าห้วยขาแข้งฯเริ่มตั้งแต่ปี 2567-2568 จำนวน 840 ไร่ “กระจายตามพื้นที่ต่างๆ 14 จุด” เพื่อให้เป็นอาหารสัตว์เท้ากีบ เก้ง กวาง วัวแดง และช้าง เพราะเขตป่าห้วยขาแข้งฯ “ไม่มีทุ่งหญ้าธรรมชาติ” จำเป็นต้องปรับปรุงพื้นที่ป่าให้เปิดโล่งตามมาด้วย “การกำจัดต้นติ้วและต้นเปล้าออก” ก่อนนำหญ้าประจำถิ่น 2 ชนิดอย่างหญ้าหางหมาจิ้งจอก และหญ้าแฝกห้วยขาแข้งมาปลูกให้เจริญงอกงามหล่อเลี้ยงสัตว์ป่า เพราะเดิมทีเคยมีแนวคิดจะเอาหญ้ารูซี่ หญ้าพลิแคทูลั่มเข้ามาปลูก “เกรงเกิดเรื่องดราม่า” เพราะหญ้าสองชนิดนี้ยังไม่มีงานวิจัยอย่างเป็นทางการถัดมาก็ “พัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่า” ในการขุดบ่อน้ำจะมีความจุ 2,000 ลูกบาศก์เมตร ด้วยการปรับริมสระให้สัตว์ป่าเดินขึ้นลงกินน้ำและเล่นน้ำได้สะดวก ในปี 2567 ดำเนินการขุดไปแล้ว 2 สระ ในปี 2568 จะขุดเพิ่ม 4 สระ และในปี 2569 จะขุดอีก 4 สระ คาดว่าเพียงพอสำหรับสัตว์ป่าทุกชนิด ดื่มในช่วงหน้าแล้งได้ ซึ่งห้วงที่ผ่านมาผลสำรวจสัตว์ป่าเข้ามาใช้ประโยชน์ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” อย่างกว้างป่า 40.1% วัวแดง 26.3% กระต่ายป่า 10.2% เสือโคร่ง 7.3% “สัตว์ปีก” นกยูง 81.8% นกกระแตแต้แว้ด 6.8% นกเขา 4.5%นอกจากนี้ยัง “จัดทำทุ่งหญ้ารอบแหล่งน้ำ” ลักษณะเป็นหย่อมรอบสระน้ำในปี 2567 ดำเนินการไปแล้ว 150 ไร่ 30 จุด และในปี 2568 จะทำอีก 150 ไร่ 30 จุด มีสัตว์ป่าเข้ามาใช้ประโยชน์ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” อย่างกวางป่า 54.9% วัวแดง 15.7% เก้งธรรมดา 13.1% เสือโคร่ง 3.7% ช้าง 4.8% “สัตว์ปีก” นกยูง 89.5% เหยี่ยวตาสี 10.5%สุดท้ายคือ “การปรับพื้นที่โป่งขนาด 5×5 ลึก 50 ซม.” ในการเสริมแร่ธาตุ อาหารสัตว์สำเร็จรูป เกลือสมุทร หรือเกลือแกง ไดแคสเซียมฟอสเฟต และเอดีอี ซีลีเนียม ต้านไวรัส โรคลัมปีสกิน “เพื่อให้สัตว์ป่าแข็งแรงตามธรรมชาติ” สำหรับการทำโป่งเทียมจะคำนึงถึงพื้นที่ที่เปิดโล่ง และเป็นด่านสัตว์ป่าเดินผ่านเป็นประจำ ซึ่งการเก็บข้อมูลพบว่า “สัตว์ป่านานาชนิดลงกินโป่งไม่ขาดสาย” ดังนั้นถ้าหากสัตว์มาเยอะขึ้นตามธรรมชาติ “เสือโคร่งก็จะปรากฏตัว” สิ่งสำคัญเมื่อมีอาหารสมบูรณ์เป้าหมายหลักจำพวกวัวแดง ช้าง มักจะมาใช้ประโยชน์ “เพิ่มโอกาสให้เจอแหล่งอาหารทั่วถึง” สัตว์ป่าก็จะไม่ออกไปรบกวนพืชผลทางการเกษตรชาวบ้านเพราะส่วนตัวไม่สามารถอุ้มช้าง กระทิง วัวแดง กลับเข้าป่าห้วยขาแข้งได้ และไม่อาจสร้างกำแพงปิดป่าได้ทั้งหมด แต่ต้องคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน และจะเดินหน้าโครงการนี้ให้สัมฤทธิผลความขัดแย้งจะลดลงเรื่อยๆฉะนั้น “การเพิ่มศักยภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าห้วยขาแข้งฯ” จะเป็นก้าวแรกสำคัญของการลดความขัดแย้งระหว่างคน–สัตว์ป่า และในเดือน ก.ค.นี้จะเห็นผลงานที่ทุกฝ่ายตั้งใจร่วมกันทำแน่นอน.