ประเทศไทยนี่มีอะไรแปลกๆ คนมีอำนาจหน้าที่ ไม่ค่อยอยากจะทำหน้าที่ แต่คนไม่มีหน้าที่ ดันอยากจะใช้อำนาจที่ตัวเองไม่มี ส.ท.ร. ไปหมดทำเอาระบอบการปกครองของไทย กลายเป็น “ประชาธิปไตย–ไม้หลักปักขี้เลน” ที่ใครอยากจะหยิบยกอำนาจขึ้นมาใช้อย่างไรก็ได้ ทั้งที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผ่านการถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่สภาพการณ์ ณ วันนี้ มันกลายเป็น “รัฐอำนาจซ้อนอำนาจ” ไปซะแล้วเริ่มที่ฝ่ายบริหาร ภายใต้กำกับของรัฐบาลเพื่อไทย ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ ถ้าจะนับวาระต่อเนื่องภายใต้การบริหารงานของ ครม. ชุด นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่แล้ว ก็ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี 7 เดือน แต่นโยบายที่ใช้ขับเคลื่อนประเทศไทย พลิกฟื้นเศรษฐกิจปากท้องพี่น้องประชาชน ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมถือว่าผิดวิสัยรัฐบาลเพื่อไทย ที่สืบเนื่องต่อยอดมาจาก พรรคไทยรักไทย และ พลังประชาชน ภายใต้การกำกับของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่มีจุดแข็งในชุดนโยบายเพื่อปากท้องของพี่น้องประชาชน ปัจจัยหลัก คือ อำนาจที่มีอยู่ในมือ ต้องถูกแชร์ไปให้กับพรรคร่วมรัฐบาล เป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับ “ดีลข้ามขั้ว” ในครั้งนี้ จะขยับขับเคลื่อนนโยบายหรือมาตรการอะไรออกมา ดูมันติดขัดไปหมดชัดๆเลยก็นโยบายเรือธง หวังอัดฉีดเงินเข้ากระเป๋าชาวบ้านให้เงินสะพัด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ จาก โครงการแจกเงิน 1 หมื่นบาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่แรกเริ่มกะจะแจกให้กับประชาชนทุกคน ก็ถูกเตะสกัดกันตลอดทาง จนต้องซอยเป็น 3–4 เฟส แจกผ่านไปแล้ว 2 เฟส ดัชนีตัวเลขทางเศรษฐกิจยังคงฟุบไม่ฟื้นล่าสุด น.ส.แพทองธาร นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ประชุมบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้าแจกเฟส 3 กลุ่มวัยโจ๋ จำกัดกลุ่มผู้มีอายุ 16–20 ปี ประมาณ 2 ล้านคน ขณะที่มีผู้ลงทะเบียนขอรับสิทธิไว้ถูกต้องราว 20 ล้านคน มันเป็นความอิหลักอิเหลื่อ ไม่ทั่วถึง แทนที่จะเกิดเงินสะพัดเป็นพายุหมุน เหมือนที่คนในรัฐบาลพยายามออกมาตีปี๊บ ดันกลายเป็นเงินถูกสูบไปเข้ากระเป๋ากลุ่มทุนใหญ่ สะพัดกันอยู่ในหมู่คนชั้นบนๆขณะที่เสถียรภาพของรัฐบาล ในพรรคร่วมเองก็เล่นเกมชิงไหวชิงพริบกันอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะ พรรคเพื่อไทยแกนนำรัฐบาล กับภูมิใจไทย ที่รอเสียบชิงธงนำขบวนกลุ่มอนุรักษ์ ในศึกเลือกตั้งรอบหน้า ตบจูบกันจนปากมัน เกี่ยวมือกันด้วยผลประโยชน์ งัดทุกกลเม็ดต่อรอง โดยมีสองผู้ยิ่งใหญ่ “ทักษิณ–เนวิน” บัญชาเกมอยู่เบื้องหลังลามมาเป็นปัญหาของฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีพรรคประชาชนเป็นแกนนำ ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร นายกฯคนเดียวโดดๆ แต่ในญัตติมีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มีเอี่ยวอยู่ในนั้น โทษฐานชี้นำ ชักใย นายกฯผู้ลูกบริหารประเทศเรื่องไม่เป็นเรื่องก็ดันเกิดเรื่องจนได้ เมื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภา ที่มีอำนาจบรรจุญัตติซักฟอกของฝ่ายค้าน งัดแท็กติกทางกฎหมาย แจ้งให้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ถอนชื่อ นายทักษิณ ออกจากญัตติ ระบุว่าเป็นคนนอกไม่สามารถเข้ามาชี้แจงแก้ต่างในสภาได้ ขัดข้อบังคับการประชุม แต่ทางฝ่ายค้านทำท่าไม่ยอมถอนชื่อ ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ออกมาขู่รายวัน ถ้าไม่ถอนชื่อก็ไม่บรรจุญัตติให้ ไม่น่าเชื่อว่าการรีเทิร์นกลับมาเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติรอบที่สอง นายวันมูหะมัดนอร์จะกล้าเปลืองตัวขนาดนี้ เครดิตที่สั่งสมมาในอดีตหมดกัน บทบาทประธานสภา คือการบริหารงานฝ่ายนิติบัญญัติ กำกับควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่ใช่มาตั้งป้อมใส่ฝ่ายค้าน มองเหมือนเป็นศัตรูแบบนี้ที่สำคัญการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือเป็นมาตรการตรวจสอบถ่วงดุล การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติกลับวางตัวไม่อยู่ในร่องในรอยซะอย่างนี้ เราจะไปหวังอะไรกับสภาชุดนี้ได้อีก.เพลิงสุริยะคลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม