ในวันที่ 20 ม.ค.นี้ จะถึงเวลาฤกษ์งามยามดีของสหรัฐอเมริกา “โดนัลด์ ทรัมป์” สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 47 อย่างเป็นทางการเป็นที่มาของการสนทนาระหว่าง “มาริษ เสงี่ยมพงษ์” รัฐมนตรีต่างประเทศกับทีมข่าวไทยรัฐในวันก่อน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและจับตาทิศทางของสถานการณ์ในต่างแดน โดยงานนี้ขุนพลบัวแก้วเปิดวงหารืออย่างตรงไปตรงมาว่า เข้าใจในความกังวลเรื่องที่สหรัฐฯกับจีนจะเผชิญหน้ากัน แต่อย่าลืมว่า “ทรัมป์ไม่ใช่คนโง่”สหรัฐฯทราบดีอยู่แล้วว่า จะต้องมีการต่อรองกับรัฐบาลจีน เพราะถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมา ผลที่ตามมาอาจจะกระทบต่อบริษัทการค้าต่างๆในประเทศของตัวเอง ลองคิดง่ายๆครับว่า จีนเป็นประเทศที่สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ สมมติว่าทั่วโลกกีดกันจีน ก็ลองนึกภาพตามดูว่า แล้วจีนจะเป็นอะไรหรือไม่ คำตอบก็คงมีกันอยู่แล้วในส่วนของประเทศไทย เรามีความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย เราพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกประเทศ ถามว่าคุยกันตลอดไหมกับชาติมหาอำนาจ คุยอยู่ต่อเนื่องครับไม่ว่าใคร อย่างวันก่อนก็เพิ่งคุยมา และทางฝั่งนั้นก็สนใจที่จะ ยกระดับความร่วมมือ แต่ทางผมได้เบรกกลับไปว่า ไม่ควรเป็นห่วงในเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ทวิภาคีเราดีมากมานั่งคุยกันวันนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะได้แลกเปลี่ยนกัน ผมทราบครับเรื่องที่พูดกันว่า ฝ่ายต่างประเทศทำไมเงียบจัง ทำอะไรบ้างหรือเปล่า ส่วนตัวผมมองว่ามีอยู่ 2 ตำแหน่งที่ควรระมัดระวังคือนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีต่างประเทศ เพราะถ้าพูดอะไรไป จะกลายเป็นมัดตัวเอง ยิ่งในแวดวงนานาชาตินี่ไม่ได้เลยขอยืนยันว่าเราคุยอยู่ “หลังฉาก” ทุกอย่าง อย่างเรื่องตัวประกันที่อยู่ในเงื้อมมือกลุ่ม “ฮามาส” ในฉนวนกาซาก็คุยหมด เรียกได้ว่าครบตามที่พูดชื่อกลุ่มและประเทศมา ไม่มีทางปิดจบสถานการณ์จนกว่าจะได้รับการยืนยัน 100% ซึ่งกรณีนี้จะให้เปรียบเทียบคงเรียกว่าการทูตแบบเงียบๆ ไม่กระโตกกระตาก “Quiet Diplomacy” เพราะบางเรื่องพูดออกมาแล้วมันเสียหาย จากที่กำลังจะได้กลายเป็นหลุดมือสำหรับเรื่องของ “อาเซียน” ที่ปีนี้มาเลเซียได้เป็นประธานหมุนเวียน มีความกังวลอะไรบ้างหรือไม่ ผมขอย้อนกลับไปว่า อาเซียนเริ่มต้นที่ประเทศไทย ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีทางเลยที่ประเทศไทยจะไม่มีบทบาท ประเทศไทยเป็นตัวประสานความร่วมมือมาตลอด อย่างปีนี้ ก็จะเป็นเจ้าภาพกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย และจีน รวมถึงการเป็นเจ้าภาพกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) สมาชิก 35 ประเทศในปี 2568 นี้บางประเทศใช่ว่าจะคุยกันแล้วเข้าใจทันที อย่าง “เมียนมา” ถามว่าจะมีใครคุยได้แบบประเทศไทยไหม ที่มีพรมแดนติดกันกว่าสองพันกิโลเมตร และมีความร่วมมือกันอย่างยาวนาน แน่นอนว่าในช่วงนี้มีประเด็นกันอยู่หลายประการ โดยเฉพาะสถานการณ์ความมั่นคง อย่างเรื่องลูกเรือประมง หรือปัญหาอาชญากรรมตามพรมแดนเรื่องรายละเอียดส่วนนี้อยากให้ไปถามฝ่ายความมั่นคงมากกว่า ขอยืนยันเหมือนเดิมว่ากระทรวงการต่างประเทศมีการเจรจาหารือในทุกระดับ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาป่าวประกาศว่า เอ้อคุยกันอย่างงู้นอย่างงี้ ตัวแทนรัฐบาลทางนั้นตกปากรับคำแล้ว ว่าจะปล่อยตัวให้เร็วที่สุด หรือมาพูดว่าเราคุยกับรัฐบาลว่าอะไร เราคุยกับกลุ่มชาติพันธุ์ว่าอะไร สถานการณ์มันไม่นิ่ง พูดไปก็มีคนเดือดร้อน มีฝ่ายที่ไม่พอใจประเทศไทยไม่เจรจากับเมียนมาเป็นไปไม่ได้ มีการนัดมาเจรจากับหลายฝ่ายด้วยซ้ำ และก็ได้รับคำขอบคุณจากมหาอำนาจ ในฐานะที่เราช่วยเป็นตัวประสาน ดึงผู้เล่นหลักในภูมิภาคมาหารือกันในประเด็นที่จำเป็น เพราะสถานการณ์ในเมียนมาได้ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการค้าสายเอเชียรัฐมนตรีมาริษยังให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่อง “การทูตเพื่อเศรษฐกิจ” ด้วยเช่นกัน โดยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งสิ่งที่มีความสนใจในฐานะที่เคยประจำอยู่ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ คือเรื่องการยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทย โดยเฉพาะ Economy of scale การประหยัดจากปริมาณการผลิต เพราะอย่างเกษตรกรทางนั้นก็สามารถใช้นวัตกรรมทางด้านพันธุกรรมทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ จนสามารถสร้างเครือข่ายผลิตภัณฑ์ประเภทนมครองตลาดโลกแต่ทั้งหมดทั้งปวงก็อยู่ที่ตัวเราแหละครับ ที่จะเลือก ที่จะคว้าโอกาสไว้ได้หรือไม่ ไม่ใช่ใครอื่นอีก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวย้ำอยู่หลายครั้งให้เป็นข้อขบคิด.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม