เข้าสู่โค้งสุดท้าย “ศึกเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 47 จังหวัดที่เหลือ” พรรคการเมืองใหญ่พากันลุยหาเสียงช่วยผู้สมัครเต็มที่ เพื่อเร่งสร้างกระแสความเชื่อมั่นก่อนวันที่ 1 ก.พ.2568นับเป็นโอกาสสำคัญที่ “ประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของจังหวัดตัวเอง” ส่งผลให้บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งเป็นไปด้วยความคึกคักพิเศษจาก “ตัวแทนพรรคการเมืองสีแดง สีส้ม และสีน้ำเงิน” ปักหมุดลงพื้นที่ชิงคะแนนเสียงกันอย่างร้อนแรงในหลายจังหวัดเรื่องนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. มองว่าศึกการเลือกตั้งท้องถิ่น “ชิงนายก อบจ.คราวนี้ครอบคลุม 47 จังหวัด” ทำให้มีความสำคัญส่งผลให้การหาเสียงดุเดือดพอสมควร “อันเป็นภาพใหญ่ให้เกิดบรรยากาศทางการเมืองที่คึกคัก” แถมพรรคการเมืองระดับประเทศก็ให้ความสำคัญในการเข้ามาสร้างฐานคะแนนเสียงค่านิยมต่อยอดไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2570 ไม่เท่านั้นในแง่การเมืองท้องถิ่นก็ปรากฏพบว่า “บ้านใหญ่” ต่างเห็นความสำคัญของการเมืองท้องถิ่นเชื่อมโยงกับการเมืองระดับประเทศมากขึ้น เพราะปัจจุบันบ้านใหญ่ไม่อาจจะชนะโดยลำพังอันปราศจากการเมืองระดับประเทศได้ “ก่อเกิดการวิ่งเข้าหากัน” ทำให้พรรคการเมืองส่งผู้แทนมาช่วยหาเสียงแก่ผู้สมัครในเครือข่ายตัวเองเมื่อเกิดการเชื่อมโยงกับพรรคใหญ่ก็เกิดภาพ “ผู้นำทางการเมืองระดับประเทศ” ปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้ จนกลายเป็นที่จับตาสื่อมวลชน เกิดกระแสข่าวให้ประชาชนสนใจในระดับประเทศ แตกต่างจากสมัยก่อน “บ้านใหญ่” มักพึ่งพาตัวเองเป็นหลักไม่สนใจการเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองด้วยซ้ำแล้วปกติ “สส. หรือรัฐมนตรี” ก็สามารถลงพื้นที่หาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นได้ “ไม่ผิดกติกา” เพียงแต่ต้องระมัดระวังการใช้เวลางานราชการ ใช้ทรัพย์สินทางราชการ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเท่านั้น ส่วนบุคคลทั่วไปที่ไม่มีตำแหน่ง หรือผู้ถูกตัดสินทางการเมืองก็เป็นสิทธิลงพื้นที่หาเสียงได้ทว่าข้อสุ่มเสี่ยงสำหรับ “การกระทำผิดกฎหมาย” กรณีตัวแทนพรรคการเมืองขึ้นบนเวทีปราศรัยเพื่อช่วยผู้สมัครเลือกตั้ง อบจ.ต้องนำเสนอเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่นเป็นหลัก เช่น หากเลือกทีมเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างไรแล้วสิ่งที่ดำเนินการนั้นต้องอยู่ภายใต้อำนาจในระดับท้องถิ่นสามารถกระทำได้ด้วย แต่หากนำแผนงานโครงการ “นโยบายส่วนกลาง” มาใช้เป็นประเด็นในการหาเสียงก็ย่อมเป็นการกระทำผิดกฎหมายแน่นอน “เหตุเพราะเกินอำนาจของท้องถิ่นจะกระทำได้” อันกลายเป็นการแสดงชวนเชื่อให้หลงเข้าใจผิด เว้นแต่เป็นลักษณะการนำนโยบายส่วนกลางมาแจ้งให้ประชาชนทราบว่ากำลังทำอะไรอยู่แบบนี้อาจไม่ผิดดังนั้น ผู้สมัคร และผู้ช่วยหาเสียงต้องพึงระมัดระวัง “ประเด็นอันไม่เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของท้องถิ่นมาหาสียง” เพื่อมาเป็นแรงจูงใจให้เลือกผู้สมัครฝ่ายตัวเอง เช่น ถ้าเลือกผู้สมัครคนนี้ค่าแรงจะขึ้นเท่านั้นเท่านี้ หรือหากเลือกคนนี้ราคาน้ำมันค่าไฟจะลดลง ลักษณะแบบนี้พูดไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับท้องถิ่นจะทำได้หากมองสถานการณ์ความรุนแรง “ศึกเลือกตั้ง อบจ.คราวนี้มีความเข้มข้นหลายพื้นที่” สาเหตุจากบ้านใหญ่กับบ้านใหญ่กำลังแข่งขันช่วงชิงเก้าอี้กันดุเดือด “แถมมีปัจจัยภายนอกจากพรรคการเมืองใหญ่คอยเป็นฝ่ายสนับสนุน” ทำให้บางพื้นที่มีลักษณะแพ้เลือกตั้งไม่ได้ เพราะจะกระทบต่อศักดิ์ศรีของพรรคการเมืองใหญ่นั้นต่อมาในแง่ “การใช้เงิน” เริ่มมีกระแสข่าวเตรียมใช้เงินมากกว่า “เลือกตั้ง อบจ.ยุคก่อน” เพราะสมัยนั้นการซื้อเสียงทั้งจังหวัดทำได้ยากต้องใช้เงินมหาศาล “มักไม่ซื้อเสียงกัน หรือถ้ามีก็ซื้อบางจุดที่จำเป็นเท่านั้น” แต่พอการเชื่อมโยงกับการเมืองระดับประเทศก็มีข่าวคราวการเตรียมจะใช้เงินหลักร้อยล้านบาทในหลายพื้นที่แล้วแม้แต่เวทีปราศรัยบางจุด “ก็จ่ายเงินให้ผู้มาร่วมรับฟัง” เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งผิดกฎหมายแทบทั้งสิ้นเช่นนี้ “กกต.ต้องจับตาเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นพิเศษ” แล้วการตรวจสอบการทำผิดก็ทำได้ไม่ยากเช่นกรณีการเกณฑ์คนมาฟังการปราศรัย สามารถสังเกต “หากมีผู้ร่วมฟังเป็นหมื่นคน” ย่อมไม่ใช่เป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนใหญ่มักจัดเตรียมเกณฑ์คนมาแน่นอน เพราะธรรมชาติผู้คนเดินทางมาจากต่างอำเภอมักไม่มากันเป็นกลุ่มก้อนเองดังนั้น กกต.สามารถตรวจสอบจาก “สอบถามผู้ร่วมฟังปราศรัย” ก็จะได้ข้อมูลพฤติการณ์กระทำผิดหรือไม่ เช่นเดียวกับ “การซื้อเสียง” มักผ่านหัวคะแนนในพื้นที่ตามหมู่บ้าน “ตรงนี้อาจจับผิดได้ยาก” แต่หาก กกต.สร้างความเชื่อมั่นให้คนพื้นที่ก็จะเกิดเครือข่าย หรือสายข่าวจนเห็นความเคลื่อนไหวนำมาสู่การจับกุมการซื้อเสียงได้สิ่งที่กังวลกว่านั้นคือ “การก่อเหตุรุนแรง” โดยเฉพาะพื้นที่ผู้มีอิทธิพล มีซุ้มมือปืน หรือมีนักเลงหัวไม้อยู่ในการกำกับของบ้านใหญ่ย่อมมีโอกาสเสี่ยงใช้กำลังความรุนแรงต่อฝ่ายคู่แข่ง “คงเป็นหน้าที่ของตำรวจต้องกวาดล้างกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เหล่านั้น” เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้และมีคำถามว่า “การเมืองระดับประเทศลงมาเล่นการเมืองท้องถิ่นกระทบต่อกระจายอำนาจหรือไม่” ถ้าดูหลักการกระจายอำนาจมักเกี่ยวกับความเป็นอิสระใช้จ่ายงบประมาณ หรือมีอิสระในการตัดสินใจบริหารโครงการต่างๆ “ไม่ขึ้นตรงกับส่วนกลาง” เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วดังนั้น “การเมืองระดับประเทศเข้ามาสู่การเมืองท้องถิ่น” ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมารวมศูนย์อำนาจคงต้องปล่อยให้ท้องถิ่น “ทำงานดูแลประชาชน” ส่วนกฎเกณฑ์ส่วนกลางกำหนดต้องปรับไปตามบริบทพื้นที่สิ่งคาดหวังคือ “อยากเห็นคนท้องถิ่นบริหารงานพื้นที่ตัวเอง” เพราะเป็นผู้รู้ปัญหาสามารถตอบสนองความต้องการพี่น้องประชาชนได้แท้จริง ทั้งจัดการสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมสุขภาพ การศึกษา สวัสดิการที่ดีขึ้น เช่นนี้ประชาชนต้องศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลผู้สมัคร หรือนโยบายมีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันอย่างไร “อย่าเลือกโดยกระแส เลือกตามการชักชวน” เพื่อจะได้ผู้ที่เข้ามาบริหารพัฒนางานในจังหวัดตรงไปตรงมาก่อเกิดประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ แต่หากเลือกคนไม่ดีมางบประมาณที่ได้รับอาจถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนตนก็ได้นอกจากนี้ กกต.ควรทำงานเชิงรุกกว่านี้ “การซื้อสิทธิขายเสียง” ยังเป็นประเด็นใหญ่ต้องเอาจริงเอาจัง “แต่คลิปเสียงเงิน 20 ล้านบาทโยงเลือกตั้ง อบจ.” แม้ถึงตอนนี้ กกต.ก็ยังบอกไม่ได้เลยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป สิ่งนี้จะกลายเป็นภาพการใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งทางการเมืองระดับท้องถิ่นที่ยังคงมีอยู่ย้ำฝากถึงประชาชน “การเลือกตั้ง อบจ.” เป็นโอกาสสำคัญในการเลือกคนที่คิดว่าดีที่สุด “เข้ามาบริหารท้องถิ่นให้ดีขึ้น” หากไม่ใช้โอกาสนี้จังหวัดของท่านจะยังเป็นเหมือนเดิมไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม