“สมศักดิ์ศรีฤดูหนาว” เมืองไทยได้สัมผัสกับอากาศเย็นกันยาวๆตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศล่วงหน้า นับตั้งแต่วันที่ 9-15 มกราคม 2568 ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่เสริมลงมาคลุมประเทศไทยตั้งแต่เหนือ อีสาน ภาคกลาง กทม.ไปถึงใต้ตอนบนส่งผลให้อุณหภูมิลดลงวูบวาบ 5-7 องศาเซลเซียส ในภาคเหนืออีสาน ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมถึงกรุงเทพฯ อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาฯเย็นฉ่ำกันถ้วนหน้า ต้องถามกันเลยว่า จะเลิกหนาวกี่โมงประชาชนคนไทย โดยเฉพาะคนเมืองกรุงยังใจชื้นที่บ้านเรายังมีฤดูหนาว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องขวัญผวากับมฤตยูที่แฝงมากับฤดูลมนิ่ง อากาศปิดวิกฤติฝุ่นควันพิษ PM 2.5 แผ่คลุมเมืองตกอยู่ในม่านหมอกมรณะตามสภาพ กทม.ผืนฟ้าสีหม่น ไม่สดใส ล้อไปกับตัวเลขแบบเรียลไทม์ของศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน พบเกินค่ามาตรฐาน ระดับส่งผลต่อสุขภาพประชาชนจุดสีส้มพรึบเต็มพื้นที่ แทรกด้วยจุดแดงหนาแน่นขณะที่กรมควบคุมมลพิษออกประกาศเตือนประชาชนในโซน กทม. ปริมณฑล เหนือตอนล่าง อีสาน การระบายลมต่ำ ฝุ่นควันพิษสะสมสูงขึ้น ตามตัวเลข PM 2.5 ทั่วประเทศที่สูงทะลุ ไล่ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม นนทบุรี ราชบุรี สระบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี อยุธยา ชัยนาท สิงห์บุรี อยู่ในจุดอันตรายแนวโน้มสถานการณ์น่าจะหนักหน่วงรุนแรงขึ้นตามลำดับ เทียบกับปรากฏการณ์ 4-5 ปีที่ผ่านมา ฝุ่นควันพิษ PM 2.5 กลายเป็นวิกฤติประจำถิ่น ปัญหาหมักหมมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยที่ยังคลำไปไม่ถึงต้นตออย่างจริงๆจังๆหวังได้ก็แค่ “ไฟไหม้ฟาง” ตามไฟต์บังคับบีบรัฐบาลอยู่นิ่งไม่ได้ตามสูตรฝ่ายบริหารจำเป็นต้องเทกแอ็กชัน โชว์กระตือรือร้น มีแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินให้ประชาชนได้เห็นถึงความเอาใจใส่ความเป็นความตายของชาวบ้านร้านตลาด ไม่ปล่อยตามยถากรรมตัดวงจรฝุ่นไม่ให้กระตุกต่อมหงุดหงิด ลามติดเชื้อกระแสทางการเมืองตามธรรมชาติสังคมดราม่าแบบไทยๆ โยง “คนละเรื่องเดียวกัน” ง่ายๆในจุดที่ชาวบ้านร้านตลาดสำลักฝุ่น PM 2.5 ก็จะพานไปถึงอาการเหวี่ยงฝ่ายบริหารบ้อท่าในการแก้ปัญหา ลามถึงปมเดือดร้อนเศรษฐกิจปากท้องณ จุดที่ประชาชนถามกันเซ็งแซ่เศรษฐกิจจะฟื้นกี่โมงเพราะถึงชั่วโมงนี้ยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ความหวังที่ฝากไว้กับรัฐบาลเพื่อไทยภายใต้การนำของ “ผู้นำคนลูก” อย่าง “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เชื่อในผู้นำตัวพ่อยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ใช้ “แต้มบุญเก่า” เป็นตั๋วแลกเกมดีลอำนาจ เคลมตีกินฝีมือบริหาร แบกความคาดหวังฟื้นคืนความกินดีอยู่ดีก็ยังเป็นแค่ลีลาตีปี๊บขายฝันบนเวทีหาเสียง ทวงคืนแต้มนิยมทางการเมืองเรื่องของเรื่อง จะเหมานัวเนียไปอ้างหางเลขวิกฤติเศรษฐกิจทั้งโลกก็ไม่ได้แล้ว ตามแนวโน้มแบบที่เพื่อนบ้านอาเซียนเฮฮากับตัวเลขจีดีพีสดๆ ร้อนๆ เวียดนามทะลุไปร้อยละ 7.09 สัญญาณการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสดใสไปในทิศทางเดียวกับสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซียประเทศไทยตํ่าเตี้ยอยู่ที่ 2.6 เปอร์เซ็นต์ เข็นให้ถึงร้อยละ 3 ยังหืดจับสภาพเรากลายเป็นผู้ป่วยแห่งอาเซียน เศรษฐกิจดิ่งเหว ลากไม่ขึ้น นักลงทุนทั้งต่างชาติและในประเทศไม่กล้าขนเงินมาเททิ้งทะเล พากันย้ายฐานหนีไม่เสี่ยงกับสภาวะ “ไร้เสถียรภาพ” ไม่มีความแน่นอนผลมาจากความอ่อนแอภายใน สถานการณ์การเมืองลักลั่น วิกฤติความขัดแย้งเกมช่วงชิงอำนาจและผลประโยชน์ของนักเลือกตั้งอาชีพกับอำมาตย์ ทหาร ชนวนรบจากศึกเทพ-มาร เพี้ยนเป็นกีฬาสีแดง เหลือง สลิ่ม พัฒนาเป็นการปะทะระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ กองทัพส้มอนุรักษ์นิยมโบราณ ฟัดกับเสรีนิยมล้ำยุคสมัยกระบวนการเข้าสู่อำนาจ ไม่จบที่การเลือกตั้งภายใต้เหลี่ยมเกมสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ต่อรองดีลลับ พลิกขั้ว พลิกลิ้น หักมุม สลับหัว สลับหาง จนพันเป็นปมแน่น แก้ยังไงก็ไม่ออกเอะอะก็ลากไปติดล็อก “นิติสงคราม” โดยการใช้ “กติกา” อาศัย “รัฐธรรมนูญ” เป็นเครื่องมือในการสกัดคู่แข่ง ชิงความได้เปรียบดุลอำนาจค่ายกล “ซือแปมีชัย” ในคัมภีร์ คสช.คือจุดปัญหาสังคมส่วนใหญ่สะท้อนตรงกัน กติกาพิลึกพิลั่นทางการเมืองคือ “ตัวถ่วง” ฉุดเศรษฐกิจ สร้างความยากลำบากให้ประชาชน หักมุม ย้อนคอหอย “นักเลือกตั้งอาชีพ” ที่ฉวยเหลี่ยมเขี้ยวท่องสคริปต์ อ้างแก้ปากท้องสำคัญมาก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญอาศัยโหนค่ายกลรัฐธรรมนูญมรดก คสช.ในการ กอบโกยผลประโยชน์ เพื่อปากท้องตัวเอง ขวางลำการแก้ไขกติกาให้การเมืองไปอยู่ในจุดปกติแบบอารยประเทศถึงตรงนี้ เศรษฐกิจปากท้องคือปัจจัยกดดันให้ต้องรื้อกติกาสถานการณ์คืบหน้ามาถึงคิวที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เคาะโต๊ะ สั่งบรรจุวาระประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม มาตรา 256 และหมวด 15/1 ในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้โดยการสรุปร่วมกันในที่ประชุมร่วม 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล ฝ่ายค้านและวุฒิสภา เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้ยื่นร่างเข้ามาเพิ่มเพื่อพิจารณา และสามารถใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สภาฯยืนยัน นำไปทำประชามติได้ 2 ครั้งโดยไม่เสี่ยงขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ในการนี้ ประธานรัฐสภาก็ออกตัวล้อฟรีไว้เลยว่า ยังไม่สามารถจะพูดได้ว่า จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในรัฐสภาชุดนี้หรือไม่นั่นก็เพราะต่างฝ่ายต่าง “ลากธง” ไปกันคนละทิศ หักมุมคนละทางขั้นต้น แค่ดึงมาพบกันตรง “กึ่งกลาง” เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นปักหมุด “แต่ละมื้อ แต่ละเดย์” ก็ยากลำบากเต็มที ตามเหลี่ยม “ซือแป๋มีชัย” ซ่อนไว้ในค่ายกล การเปิดประตูแต่ละด่าน ลำพังเสียง สส.รัฐบาล แท็กทีมฝ่ายค้านยังไม่พอ ต้องพึ่งเสียง สว.ช่วยเปิดทางเกมบังคับ “นัก การเลือกตั้งอาชีพ” ต้องรวมพลังกันท่ามกลางเกมอำนาจการเมืองลักลั่น สส. กับ สว.เหมือนพูดกันคนละภาษาว่ากันตามอารมณ์ ของพรรคประชาชน หมุดหมายของกองทัพส้ม ตีธงบุกทะลุซอยตัน มุ่งสู่ฝันในโลกสวย รื้อรัฐธรรมนูญทลายท่ออำนาจอนุรักษ์นิยมไม่สนโซนต้องห้าม ล้ำแดนล่อแหลม“กุมารเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าค่ายส้ม นำทีมโชว์หล่อ โชว์สวย แห่อุดมการณ์ โกยคะแนนนิยมจากแนวร่วมคนรุ่นใหม่ ได้แต้มจากชนชั้นกลางที่โหยหาการเมืองใหม่ เบื่อเกมอำนาจโบราณประสาเด็กบ้าพลัง ลุยถั่ว ท้าแรงเสียดทานหักมุมสวนทางแบบ 180 องศา กับก๊วนเกรียน เซราะกราว ค่ายภูมิใจไทย ที่โชว์ความเป็น “ตัวตึง” เล่นบท “องครักษ์” พิทักษ์ขบวนการเมืองโบราณแสดงตัวเป็นหัวขบวนโหนอำนาจอนุรักษ์นิยม“เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย แตะมือ “เสี่ยเน” เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ ค่ายบุรีรัมย์ เดินหมากผ่าน “สว.สายน้ำเงิน”คุมด่าน “ค่ายกลซือแป๋มีชัย” สกัดการบุกรื้อรัฐธรรมนูญมรดก คสช.เคลมกติกาอำนาจ สานต่อทหารเฒ่า 3 ป.แต่ที่ต้องเล่นท่ายาก ไฟต์บังคับพรรคเพื่อไทย ทีม “นายใหญ่” ที่คั่วไพ่ 2 หน้า ด้านหนึ่งก็ต้องเทกแอ็กชัน ลุยรื้อรัฐธรรมนูญตามที่ขึ้นป้ายหาเสียงคำโตไว้ ดึงแต้มที่หล่นหายไปจากการพลิกลิ้น พลิกขั้วการเมืองอีกทางหนึ่งก็ต้องกั๊กจังหวะ ไม่เผลอกระตุกพลังต้นทางสายอนุรักษ์นิยม ยื้อดีลลังกาวี พา “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับเมืองไทยยังไม่ต้องลงลึกรายละเอียด ชาวบ้านไม่เข้าใจมาตรากฎหมายแค่อ่านไต๋ สถานการณ์ “หงายไพ่” ชัดเจนกว่าไฮโลเปิดถ้วยแทง ธงย้อนแย้งของนักการเมือง เกมรื้อรัฐธรรมนูญไม่มีทางเกิดขึ้นในสภานี้ค่อนข้างแน่แต่มันคือการบ่มหัวเชื้อ ในการหาเสียง ชิงแต้มเลือกตั้งรอบต่อไป.ทีมการเมืองคลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม