ในวันนี้สภาเกาหลีใต้คงลงมติเป็นที่เรียบร้อย ว่าเหมาะสมหรือไม่ที่นายยุน ซอกยอล ประธานาธิบดี ควรถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งผู้นำ โทษฐานสร้างความขายหน้าแก่ประเทศชาติไปเต็มๆหลังจากสัปดาห์ก่อนใช้อำนาจประธานาธิบดีประกาศ “กฎอัยการศึก” สั่งทหารเคลื่อนพลบุกเข้ารัฐสภา กรุงโซล ระงับการทำหน้าที่ของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กระด้างกระเดื่อง สร้างความขัดใจแม้จะเป็นคำพูดที่ฟังดูแล้วไม่ยุติธรรมเท่าไรนัก แต่การตัดสินใจที่เข้าขั้น “กึ่งรัฐประหาร” มีการคุมตัว สส.และสื่อมวลชนบางส่วน ก็เกิดขึ้นหลังจากพรรครัฐบาลอยู่ในสภาพบ้อท่า เนื่องจากเป็นรัฐบาล “เสียงข้างน้อย” มาตั้งแต่การเลือกตั้งเดือน เม.ย. และกำลังจะถูกฝ่ายค้านโหวตลดงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่องบของสำนักงานเลขาธิการประธานาธิบดี และงบสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติไม่รวมถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมที่จะเสนอการลงมติ “ถอดถอน” รัฐมนตรีบางส่วน คณะอัยการ รวมถึงผู้ตรวจสอบเงินแผ่นดิน ฐานเมินเฉยที่จะสอบสวน “คิม กอนฮี” สตรีหมายเลขหนึ่ง ภริยาของผู้นำยุน ข้อกล่าวหารับสินบนกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพง หรือเรื่องที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่าภริยาเกี่ยวพันกับการปั่นหุ้นแน่นอนว่าความเก็บกดเหล่านี้คงสะสมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะประธานาธิบดียุนที่เติบโตมาในสายกฎหมายอาจจะมีทักษะไม่เพียงพอที่จะรับมือกับบรรดานักการเมืองอาชีพลายครามที่รุมโจมตีอย่างหนักนับตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อเดือน พ.ค.2565 ซ้ำร้ายในการเลือกตั้งเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ฝ่ายค้านได้รับชัยชนะครองเสียงข้างมากในสภาฯ ก็ทำให้รัฐบาลยุนอยู่ในสภาพ “เป็ดง่อย” ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายได้แม้แต่ฉบับเดียวโดยเป็นเวลากว่า 7 เดือนที่คนเป็นผู้นำ รัฐบาลแท้ๆ ต้องมาคอยแต่ทำหน้าที่ “วีโต้” ใช้อำนาจประธานาธิบดี ขัดขวางร่างกฎหมายของฝ่ายค้านเพียงอย่างเดียว ขณะที่คะแนนนิยมก็ถดถอยตกต่ำไปเรื่อยๆ จากการถูกจุดประเด็นอื้อฉาวที่วนเวียนอยู่รอบๆตัวของภริยาผู้นำ จนร่วงกราวลงไปอยู่ในระดับ 17%อย่างไรก็ตาม ความน่าขันของเรื่องนี้มาจากการที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ตัดสินใจที่จะใช้กฎอัยการศึกในการแก้ปัญหา นำกำลังทหารเคลื่อนพลเข้าเมืองหลวง ให้อำนาจกองทัพในการควบคุมสถานการณ์ ประกาศห้ามการชุมนุม ระงับการทำหน้าที่ของรัฐสภาและกลุ่มการเมือง พร้อมควบคุมการรายงานข่าวของสื่อมวลชน พร้อมยังมีการโทรศัพท์สั่งการไปยังรองผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรอง ให้ดำเนินการจับกุมประธานสภาฯและเหล่าแกนนำพรรคฝ่ายค้านไปจัดการให้หมดความน่าขันประการต่อมา คือความไม่เนียนของเหตุผลในการประกาศใช้กฎอัยการศึก โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ตัดสินใจโบ้ยความผิดไปยัง “เกาหลีเหนือ” บอกว่า กองกำลังต่อต้านรัฐบาลกำลังปล้นเสรีภาพและความสุขของประชาชน ผมจะจัดการพวกเขาเหล่านั้น และทำให้ประเทศกลับสู่ภาวะปกติอย่างเร็วที่สุด การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อพลเมืองดีที่ยึดมั่นในคุณค่าของรัฐธรรมนูญเกาหลีใต้ รัฐบาลจะดำเนินการบรรเทาความไม่สะดวกสบายให้มากที่สุดประธานาธิบดียุนยังกล่าวต่อไปว่า สำหรับนโยบายต่างประเทศของเกาหลีใต้จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราจะทำหน้าที่และสนับสนุนประชาคมนานาชาติเหมือนเดิม ในฐานะผู้นำ ประเทศขออ้อนวอนอย่างจริงใจต่อประชาชน จะเชื่อมั่นเพียงแค่ประชาชน และพิทักษ์เสรีภาพของพวกเรา โปรดเชื่อผมเถอะ ขอบคุณครับนอกจากนี้ ความน่าขันยังเกิดขึ้นอีก หลังเหล่าทหารหาญติดอุปกรณ์รบพิเศษ ที่บุกทุบกระจกเข้าไปในรัฐสภาอย่างแข็งขัน กลับถูกบรรดานักการเมือง ผู้สื่อข่าวช่วยกันขัดขวาง กลายเป็นภาพปรากฏไปทั่วโลกว่าทหารเกาหลีถืออาวุธครบมือ ถูกผลักดัน ถูกจับรวบหมุนตัว จนสุดท้ายเปิดทางให้บรรดา สส.ฝ่ายค้านปีนกำแพง กระโดดรั้วเข้าไปในที่ประชุมรัฐสภา และสามารถลงมติให้ยกเลิกคำสั่งใช้กฎอัยการศึกในที่สุดนำไปสู่ความน่าขันอย่างสุดท้าย ประธานา ธิบดียุน ซอกยอล ต้องทำตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯลงมติแล้วก็จำนนจำใจ ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกอย่างเป็นทางการในเวลาเพียงแค่ชั่วข้ามคืนตะวันยังไม่ทันขึ้น ทำให้เหล่าหน่วยรบที่ขนยกพลกันมาตกอยู่ในสภาพเหลอหลา ทำตัวไม่ถูก จนต้องเคลื่อนย้ายกำลังกลับกรมกองกันไปตามเดิมกลายเป็นประเด็นถูกตั้งคำถามว่า แล้วทั้งหมดนี้มีเป้าประสงค์อันใด เอาทหารออกมา หวังควบคุมหรือสั่งสอนเหล่านักการเมืองไม้เบื่อไม้เมาหรือเปล่า แล้วทำไมเลือกที่จะควบคุมแล้วถึงยอมถอยเอาดื้อๆมีอะไรทำให้สถานการณ์เปลี่ยน หรืออารมณ์พาไป สำนึกได้ว่าขัดแย้งกับความผิดชอบชั่วดีไปจนถึงการถูกมองว่า มีทฤษฎีสมคิดอะไร ใครกดปุ่มมาหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งในเวทีโลก ที่มีกระแสมากขึ้นเป็นระยะๆว่า เกาหลีใต้อาจถูกลากไปช่วยรับผิดชอบสถานการณ์ในยุโรปตะวันออก หลังชาติตะวันตกส่งสัญญาณถอยฉากเรื่องนี้ไม่ว่าคำตอบที่แท้จริงคืออะไร แต่สิ่งที่แน่ชัดคืออนาคตทางการเมืองของประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ได้จบสิ้นลงแล้ว เหลือเพียงว่าจะลงเอยแบบไหน จะลาออกไปก่อนเอง หรือรอศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาตีความไม่เกิน 180 วัน (ในกรณีที่ถูกลงมติถอดถอน) ซึ่งไปย้อนๆดูแล้วก็อาจไม่ต่างกับผู้นำคนก่อนๆไม่ว่าจะเป็นปัก กึนเฮ ที่ถูกถอดถอนและจำคุกฐานคอร์รัปชันอี เมียงบัก ถูกจับกุมฐานคอร์รัปชัน หรือโนห์ มูเฮียน ที่ถูกถอดถอนและเปิดการสอบสวน คอร์รัปชัน แต่ตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง.วีรพจน์ อินทรพันธ์คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม