มีรายงานข่าวว่า นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลเมียนมา พร้อมทั้งเตรียมเชิญเอกอัครราชทูตเมียนมามาพบโดยเร็ว เพื่อเป็นการย้ำว่าเขาต้องรับผิดชอบ เพราะกระทำเกินกว่าเหตุ ขณะที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ถูกนักข่าวถามว่าเมียนมาทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?ได้รับคำตอบจากนายกรัฐมนตรีว่าเราไม่สนับสนุนความรุนแรงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเหตุการณ์ใดก็ตาม เรามีจุดยืนนี้ไปทั่วโลก ทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าอ่อนข้อไปหรือเปล่า สังคมจับตาดูกองทัพและรัฐบาลอยู่จะปกป้องประเทศ หรือจะยอมให้เพื่อนบ้านย่ำยีศักดิ์ศรี หลังจากที่เมียนมายิงถล่มเรือประมงไทย ขณะที่จับปลาในทะเลอันดามันเหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. ห่างจากเกาะพยาม จ.ระนอง 12 ไมล์ทะเล เป็นเหตุให้ลูกเรือไทยเสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 2 คน เมียนมายึดเรือประมงไทยไป 1 ลำ พร้อมลูกเรือ 31 คน เป็นคนไทย 4 คน แรงงานพม่า 27 คน กล่าวหาว่าเรือไทยล่วงล้ำน่านน้ำเมียนมา แต่ชาวประมงไทยยืนยันจับปลาอยู่ในน่านน้ำไทยในช่วงที่ประเทศไทยปกครองโดยรัฐบาลคณะ คสช. น่าสังเกตว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น สาเหตุหนึ่งอาจเพราะว่า “อำนาจนิยมย่อมเข้าใจอำนาจนิยมด้วยกัน” แต่หลังจากที่ไทยเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ และเกิดรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาลเผด็จการ ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มเป็นไปโดยไม่ราบรื่นมี สส.ฝ่ายค้านของไทยตั้งกระทู้ ถามนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน โดยอ้างรายงานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ กล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพม่าใช้ธนาคารไทยเป็นทางผ่านของการเงินของรัฐบาลทหารพม่า เพื่อจัดซื้ออาวุธ ทำสงครามปราบปรามประชาชน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามกติกากฎบัตรสหประชาชาติรัฐประหารในปี 2564 ที่ยึดอำนาจรัฐบาลประชาธิปไตยของอองซาน ซูจี นำไปสู่สงครามกลางเมือง จากการลุกขึ้นต่อต้านของฝ่ายประชาธิปไตยและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ประชาคมอาเซียนรวมทั้งไทยได้เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายุติการเข่นฆ่าประชาชนด้วยการเจรจา แต่ล้มเหลว อาเซียนก็ช่วยอะไรไม่ได้อาเซียนต้อง “คว่ำบาตร” คณะผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ไม่ให้ร่วมสังฆกรรมกับกลุ่มอาเซียน ในระยะหลังๆ ผู้นำรัฐบาลเผด็จการเมียนมาต้องวิ่งไปอี๋อ๋อกับจีน แต่ไม่ทราบว่าจีนจะเล่นด้วยมากน้อยแค่ไหน เพราะปักกิ่งมองว่ารัฐบาลประชาธิปไตยที่ต่อต้านรัฐบาลทหารสนิทกับอเมริกามากไป อาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม