ปัญหาคนไทยถูกพวกมิจฉาชีพหลอกลวงดังไปทั่วโลก รายงานขององค์กรต่อต้านกลโกงระดับโลก พบว่าคนไทยถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกในรอบหนึ่งปีมีคนไทยได้รับความเสียหายเพราะถูกโกง ถึง 1 ใน 4 ได้รับความเสียหายโดยเฉลี่ย 36,000 บาทต่อคน มีเพียง 2% ของคนที่ถูกโกงได้รับเงินคืนตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด กำลังเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้ คือกรณีบริษัทดิ ไอคอน กรุ๊ป ถูกศาลอาญาออกหมายจับคณะผู้บริหารรวดเดียว 18 คน เช่น นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล และนายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือบอสแซม เป็นต้น ทั้งหมดถูกจับในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลเท็จธุรกิจของบริษัทอ้างว่าเป็นการขายตรง โดยระดมทุนจากประชาชนมาร่วมลงทุน คนละ 15,000 บาท 25,000 บาท และ 250,000 บาท เพื่อซื้อสินค้ามาขายตรงให้ลูกค้า โดยอ้างว่าจะได้กำไรงาม แต่มีสมาชิกร้องเรียนจำนวนมากจากสมาชิกทั้งหมดกว่า 3 แสนคน เนื่องจากลงทุนแล้วไม่ได้รับผลตอบแทน เพราะขายสินค้าไม่ได้นักวิชาการบางคนระบุว่า ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่น่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่ซ่อนเร้นมากกว่า โดยจูงใจประชาชนให้ร่วมลงทุน ด้วยการชักชวนของคณะนักแสดง หรือนักแสดงชื่อดัง ทำหน้าที่เป็นฝ่ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ จูงใจให้ประชาชนร่วมลงทุน และมีรายงานข่าวว่าบริษัทดึงนักการเมือง เข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยดังที่ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้ไล่คนของพรรคคนหนึ่งออกจากสมาชิกพรรค ฐานทำให้พรรคเสียหายจากการพูดคุยผ่านทางคลิป ยอมรับว่ารับเงินจากบริษัท ดิ ไอคอนเดือนละ 1 แสนบาท เป็นค่าวิ่งเต้นเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัทมีรายงานข่าวจากการสนทนา ระหว่างผู้บริหารบริษัท ดิ ไอคอน กับนัก การเมืองชื่อดัง ทั้งสองคนหารือกันว่าจะทำอย่างไร จึงจะสามารถแต่งตั้งข้าราชการ คนที่ “บอสพอล” ชอบ ให้เป็นรองเลขาธิการ และเป็นเลขาธิการของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดสำนัก นายกรัฐมนตรีถ้าข่าวข้างต้นเป็นจริง ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันว่าบริษัทไม่ใช่แค่ต้องการทำธุรกิจที่อ้างว่าเป็นการขายตรงเท่านั้น แต่ยังต้องการแผ่อิทธิพลเข้าครอบงำองค์กรสำคัญของรัฐบาล ในการคุ้มครองประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ รัฐบาลและรัฐสภาจึงไม่ควรถือเป็นเรื่องปกติ แต่จะต้องตั้งคณะกรรมการ หรือกรรมาธิการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจริงจัง.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม