ปัญหาการแผ่ขยายเผ่าพันธุ์ “ปลาหมอคางดำ” ที่กำลังกระจายไปในหลายจังหวัด กลายเป็นประเด็นร้อนกระตุ้นสังคมลุกขึ้นมา “ค้นหาข้อเท็จจริง” เกี่ยวกับที่มาเส้นทางการระบาดของปลาชนิดนี้ที่เป็นต้นกำเนิดปัญหา ถูกนำมาเปิดเผยสู่สาธารณชนชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆอันเป็นการไขปริศนาที่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญ “ในการสืบเสาะต้นตอของการระบาดปลาหมอคางดำ” ที่จะนำไปสู่การจัดการกับตัวการปัญหาเพื่อให้มารับผิดชอบสิ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนี้โดย วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี อดีตคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับชาติ (NBC) ให้ข้อมูลว่าจริงๆแล้วปัญหาการระบาดปลาหมอคางดำที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รัฐ ความอ่อนแอของกฎหมาย และการบังคบใช้กฎหมายเป็นสาเหตุก่อเกิดหายนะด้านสิ่งแวดล้อมให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความรับผิดชอบของบริษัทเอกชนผู้นำเข้า” อันเป็นต้นเหตุสำคัญของการระบาดที่มีหลักฐานทั้งในเชิงประจักษ์และหลักฐานที่ยังมองไม่เห็น “แต่กลับโยนความรับผิดชอบให้แก่บุคคลอื่น” ทำให้เราต้องออกมาเรียกร้องต่อความรับผิดชอบจากบริษัทผู้นำเข้า และกลไกหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในครั้งนี้ถ้าย้อนดู “การนำปลาหมอคางดำเข้ามาครั้งแรก” ตามหลักฐานกรมประมงถูกขอนำเข้าในปี 2549 ด้วยชื่อว่า “ปลาตระกูลเดียวกันกับปลานิล” แล้วทดลองเลี้ยงในปี 2553 “ในชื่อปลาหมอเทศข้างลาย” ส่งผลให้ชิปปิ้งเกิดปัญหาไม่สามารถอธิบายเกี่ยวกับชื่อทางวิทยาศาสตร์ “ปลาหมอคางดำได้” ในการนำเข้าเพื่อปรับปรุงพันธุ์นั้นต่อมาปี 2560 “เกษตรกรร้องเรียน คกก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)” ภายหลังบริษัทเอกชนก็ยกเลิกการทําวิจัยและไม่ได้แจ้งต่อกรมประมงในการทําลายตัวอย่างตามเงื่อนไขที่กำหนด “เจ้าหน้าที่กรมประมง” ลงพื้นที่ตรวจสอบได้รับรายงานว่าบริษัททำลายตัวอย่างทั้งหมดโดยการฝังกลบตามที่กรมประมงแถลงปรากฏในสื่อต่างๆด้วยบริษัทอ้างว่า “เจ้าหน้าที่ประมง” รับตัวอย่างที่ใช้วิจัยไป 50 ตัวอย่างแล้วให้นำมาตรวจ DNA ตรงกับปลาหมอคางดำระบาดขณะนี้หรือไม่ แต่กรมประมงตรวจสอบในสมุดลงทะเบียนตั้งแต่นำเข้าถึงปี 2554 ไม่พบหลักฐานการรับตัวอย่างแต่อย่างใดและในปี 2561 กสม.ก็ระบุว่าบริษัทเอกชนละเมิดข้อกำหนดความปลอดภัยทางชีวภาพแต่ระหว่างชาวบ้านเดือดร้อนนั้น “บริษัทรายนี้” ในปี 2555 ก็ขอนำเข้าปลาเก๋าหยกเพาะพันธุ์เลี้ยง และการตลาดผลิตภัณฑ์ปลาในระบบปิดน้ำเชิงพาณิชย์ในปี 2565 โดยผ่านมติ IBC อนุญาตเพื่อการศึกษาวิจัยเท่านั้น แล้วทำในพื้นที่ที่ “กรมประมงอนุญาต” ห้ามเคลื่อนย้ายปลามีชีวิตออกจากบริเวณที่อนุญาตโดยเด็ดขาด ในส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากการทดลองเพื่อศึกษาวิจัยการตลาดให้จำหน่ายเป็นผลผลิตแบบไม่มีชีวิตต่อมาปรากฏพบว่า “บริษัทเอกชน” ละเมิดเงื่อนไขการอนุญาตของกรมประมง “โปรโมตปลาเก๋าหยก” มีการออกข่าวประชาสัมพันธ์ทำนอกเหนือจากกรอบโครงการวิจัยที่เสนอต่อ “กรมประมงเพื่อขอรับอนุญาต” ทั้งยังทำการตลาดโดยจำหน่ายปลาเก๋าหยกในเชิงพาณิชย์ก่อนที่จะรายงานให้กรมประมงทราบด้วยสิ่งนี้สะท้อนพฤติการณ์ไม่เคารพกฎหมายโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบอันมาจาก “ความอ่อนแอของกฎหมายและการบังคับใช้” แต่ระหว่างที่เราเห็นความอ่อนแอของกฎหมายที่ไม่อาจนำผู้ก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อมมาลงโทษได้ “ภาครัฐกลับประกาศรับรองสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาจากเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม” เมื่อไม่นานมานี้เพื่อใช้ประโยชน์ในภาคการเกษตรสามารถปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมอย่างปลอดภัย และจำหน่ายเชิงพาณิชย์อย่างเหมาะสม ในการส่งเสริมการแข่งขันภาคการเกษตร รองรับวิกฤติความมั่นคงทางอาหาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นความเสี่ยงก่อเกิดปัญหาที่ซับซ้อนเหมือนกรณีมะละกอจีเอ็มโอตามมาก็ได้เรื่องนี้มิใช่เพียงกระทบทางระบบนิเวศเท่านั้น แต่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศด้วย เพราะประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับอันจะเป็นปัญหาใหม่ตามมามากมาย เช่น กรณีข้าวตัดแต่งพันธุกรรมที่ไม่มีการยอมรับเมื่อ 20 ปีก่อนก็อยู่ในนิยามการพัฒนาเทคโนโลยีจีโนมด้วยจึงอยากให้รัฐบาลทบทวนให้ดีๆเสียก่อน สรุปอย่างนี้ว่าในช่วง 10 ปีแรก “เราไม่มีกฎหมาย” ที่มีบทลงโทษผู้นำเข้าสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมมาในระบบนิเวศก่อเกิดผลกระทบระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะกลไกความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่น NBC TBC และ IBC ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ ส่วนการบังคับใช้กฎระเบียบ และกฎหมายโดยหน่วยงานของรัฐก็อ่อนแอทำให้บริษัทเอกชนนำเข้าเอเลี่ยนสปีชีส์ไม่เคารพระเบียบ และกฎหมายทั้งก่อนมีบทลงโทษ และเมื่อปรับปรุงกฎหมายแล้วผ่านพ้นมา 10 ปี “บริษัทเอกชน” ก็ละเมิดกฎระเบียบตามกฎหมายเช่นเดิม “แถมผลักดันของบริษัทเอกชน และบรรษัทข้ามชาติ” เพื่อเปิดให้นำสิ่งมีชีวิต และพืชตัดแต่งพันธุกรรม (GeneEditing) อีกต่างหากอันจะนำมาใช้เชิงพาณิชย์ “ในประเทศไทย” รวมถึงปลาที่จะนำมาใช้กำจัดปลาหมอคางดำด้วยถัดมาประเด็นภายใต้การระบาดปลาหมอนี้ “ประชาชนล้วนเชื่อสิ่งที่บริษัทเอกชนให้ข้อมูล” ในการนำเข้าลูกปลาในชื่อสามัญ Blackchin tilapia และชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron 2,000 ตัว มาจากประเทศกานาในเดือน ธ.ค.2553 แล้วลูกปลาตายคัดแยกเหลือรอด 600 ตัวก่อนนำลูกปลามีชีวิตลงบ่อเลี้ยงเนื่องจากปลาไม่แข็งแรง “ลูกปลาทยอยตายจนเหลือ 50 ตัว” ทำให้ตัดสินใจยกเลิกโครงการทำลายลูกปลาทั้งหมดนำฝังกลบพร้อมโรยปูนขาวแล้วได้แจ้งต่อกรมประมงถึงการตายของลูกปลา และส่งตัวอย่างลูกปลาดองทั้งตัวในฟอร์มาลีน 50 ตัวให้เจ้าหน้าที่กรมประมงรายหนึ่งโดยที่ไม่ลงเอกสารอันเป็นสิ่งที่น่าสงสัยอย่างมากเหมือนกัน ทว่าในสถานการณ์ที่ “สังคมถูกทำให้เชื่อว่าปลา 2,000 ตัวตายหมดใน 16 วัน” ถูกฝังกลบแล้วสร้างตึกทับพื้นที่แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสงคราม ทั้งการส่งตัวอย่างปลา 50 ตัวให้กรมประมงตั้งแต่เดือน ม.ค.2554 จนกลายเป็นว่ากรมประมงถูกกดดันตกเป็นเป้าว่า “ทำตัวอย่างปลาหาย” แต่ระหว่างนี้ก็มีหลักฐานอื่นขึ้นมาใหม่เช่น บริษัทเอกชนนำเข้าปลารายเดียวตามใบขออนุญาต 448 รายการ อนุญาต 381 รายการ ไม่อนุญาต 60 รายการ ชะลอนำเข้า 7 รายการ และกสม.ระบุว่าบริษัทนั้นละเมิดระเบียบความปลอดภัยทางชีวภาพนอกจากนี้ กรมประมงก็ชี้ชัดว่า “การระบาดเริ่มมาจากคลองดอนจั่น คลองหลวง คลองเจ๊ก คลองสมบูรณ์ คลองสะพานหัน คลองตามน คลองผีหลอก” อันเป็นเอกสารรายงานประกอบทางกฎหมายที่ถูกส่งให้หน่วยงานต่างๆช่วยตรวจซึ่งเป็นหลักฐานในการระบาดปลาหมอคางดำมาจากฟาร์มเอกชนผู้นำเข้ารายเดียวยิ่งในรายงานทางวิชาการการวิเคราะห์เส้นทางการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในเขตชายฝั่งของไทยจากโครงสร้างพันธุกรรมของประชากรพบว่าการระบาดมีแหล่งที่มาร่วมกัน และไม่ได้นำเข้ามาหลายครั้งตอกย้ำด้วยข้อมูลภายในจาก “อดีตเจ้าหน้าที่ในฟาร์ม” ที่เริ่มทำงานครั้งแรกก่อนนำเข้าปลาหมอคางดำในปี 2553 บอกว่าไม่ต้องไปขุดหาปลาหมอคางดำ เพราะปลานำมาไม่ได้ตายแบบที่เป็นข่าว แต่ปลาขนาดใบมะขามถูกเลี้ยงจนกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ “เพาะพันธุ์ต่อมาอีกหลายรุ่น” โดยเคาะไข่นำฟักทุกๆ 7 วันเลี้ยงมาต่อเนื่อง ไม่เท่านั้นนอกจาก “เลี้ยงปลาหมอคางดำ และปลาไฮบริด (คางดำผสมปลานิล)” แล้วยังเลี้ยงปลาแปลกๆ อย่างเช่นปลาหยก และจะละเม็ดครีบสั้นด้วย ในส่วนระบบน้ำในฟาร์มจะทำระบบปิด “น้ำเสีย” จะวนไปบำบัดในบ่อใหญ่เวียนกลับมาใช้ใหม่ ถ้าน้ำในระบบหายไปเยอะก็จะดึงน้ำจากคลองธรรมชาติเข้าไปเติมสำหรับปลาในระบบหลุดอยู่ในบ่อบำบัดในคลองส่งน้ำต่างๆ นานา ในฟาร์ม แล้วก็จะมีการเข้ามาเคลียร์บ่อเก็บน้ำบ่อบำบัดด้วยการสูบน้ำทิ้งออกนอกฟาร์ม เพื่อเคลียร์ปลาในบ่อในคลองส่งน้ำในฟาร์ม ตรงนี้แหละที่ปลาอาจจะหลุดไปในคลองธรรมชาติ ดังนั้นหวังว่าหลักฐานทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องนี่เป็นจุดเริ่มการระบาดถูกเปิดในวงเสวนาหายนะสิ่งแวดล้อมปลาหมอคางดำ : ชดเชยเยียวยาความเสียหาย ฟื้นฟูระบบนิเวศ ปฏิรูปความปลอดภัยทางชีวภาพ สะท้อนแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเฉพาะหน้าไม่ได้ ถ้าตราบใดที่หาผู้รับผิดชอบทำให้เกิดปัญหานี้ไม่ได้ก็อาจนำพาวิกฤติใหญ่กว่านี้กลับมาอีก.คลิกอ่านคอลัมน์ "สกู๊ปหน้า 1" เพิ่มเติม