การประชุมวุฒิสภาชุดที่ 13 นัดแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธาน วันอังคารที่ 23 ก.ค.ก็เป็นไปตามที่สื่อได้ลงข่าวล่วงหน้าทุกประการ นายมงคล สุระสัจจะ ตัวเต็ง สว.สายสีน้ำเงิน ได้รับเลือกเป็น ประธานวุฒิสภาคนใหม่ ด้วยคะแนนท่วมท้น 159 คะแนน ส่วน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ สว.สายสีน้ำเงินอีกคน ได้รับเลือกเป็น รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ด้วยคะแนน 150 คะแนน ส่วน รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 ล่วงไปถึงห้าโมงเย็นเพิ่งจะเรียกชื่อลงคะแนน ผมไม่สามารถรอได้ต้องปิดต้นฉบับก่อนในที่ประชุมวุฒิสภา แม้จะมี ระบบเสียบบัตรลงคะแนนที่ทันสมัย แต่การลงคะแนนเลือกประธานและรองประธานวุฒิสภาชุดนี้ กลับใช้วิธีการ “ลงคะแนนลับ” โดยการ เรียกชื่อทีละคนตามตัวอักษร ไปเข้าแถวรับบัตรลงคะแนน เข้าคูหาลงคะแนน ด้วยการเขียนชื่อผู้ที่ต้องการเลือกแล้วหย่อนลงในหีบเลือกตั้ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปนับคะแนน เสียเวลาเป็นวันประเทศไทย ถือเป็น ประเทศที่มีความเจริญไม่แพ้ชาติอื่น มีประชาธิปไตยมายาวนาน แม้แต่ วุฒิสภาลากตั้ง ในสมัยคณะปฏิวัติ คสช. ก็ยังทันสมัย ใช้วิธีเสียบบัตรแล้วกดปุ่มลงคะแนนเสียง แต่การเลือก ประธานวุฒิสภา และ รองประธานวุฒิสภา ของ วุฒิสภาชุดนี้ กลับใช้วิธีการ “ลงคะแนนลับ” ที่ล้าหลังและไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรจะเปิดเผย ประธานจะได้มีความสง่างามเป็นที่นับถือของสมาชิก การเลือกแบบลับๆแบบนี้ จะให้ประชาชนเชื่อถือวุฒิสมาชิกชุดนี้ได้อย่างไร พวกท่านทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน หรือว่าทำงานเพื่อใครที่มาของวุฒิสภาพิสดารชุดนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ามาตรานี้ต้องแก้ไข เป็นการเลือกวุฒิสมาชิกที่ไม่เห็นหัวประชาชน ซึ่ง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ของ คสช.คิดค้นขึ้นมา ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้วิธีเลือก สว.ที่น่าอายแบบนี้ จ่ายค่าสมัคร 2,500 บาท ก็ได้สิทธิเข้าไปเลือก สว. จะเลือกตัวเองก็ได้ เลือกใครก็ได้ จึงเกิดขบวนการสมัคร สว.จำนวนมาก แต่ไม่เลือกตัวเอง คนที่ทำแบบนี้ย่อมมีเบื้องหลังที่ไม่โปร่งใสแน่นอนหลังจากที่ นายมงคล สุระสัจจะ ได้รับเลือกเป็น ว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่ สื่อก็ลงประวัติกันมากมาย ผมขอสรุปจากสื่อมาให้อ่านกันย่อๆ สักนิดก็แล้วกัน สื่อทุกสำนักลงข่าวเหมือนกันว่า นายมงคล เป็น สว.สายสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันว่า สายสีน้ำเงิน หมายถึง พรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นสีของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค นายเนวิน ชิดชอบ ผู้มีบารมีแห่งบุรีรัมย์ เป็นผู้ก่อตั้งพรรค นายมงคล เคยเป็น ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ และรู้จักกับ นายเนวิน ที่บุรีรัมย์ จากนั้นก็เติบโตในมหาดไทยเรื่อยมา เป็นผู้ว่าฯบุรีรัมย์ 11 เดือน ก็ได้ขึ้นเป็น อธิบดีกรมการปกครอง เป็นอธิบดียังไม่ทันครบปีก็ได้รับการเสนอชื่อเป็น ปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ไปไม่ถึงฝั่ง สมาคมข้าราชการบำนาญกระทรวงมหาดไทย ถวายฎีกาคัดค้าน เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างก่อนการประชุมวุฒิสภานัดแรก สื่อต่างคาดกันว่า สว.สายสีน้ำเงินน่าจะมีมากกว่า 140 เสียง ซึ่งคุมเสียงวุฒิสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ผลการเลือกประธานวุฒิสภา นายมงคลได้ถึง 159 คะแนน และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิฯคนที่ 1 ได้ 150 คะแนน แสดงว่า สว.สายสีน้ำเงินมีเสียงในวุฒิสภาอย่างน้อย 75% หรือ 150 เสียงขึ้นไป ถือว่าครองเสียงได้เบ็ดเสร็จเมื่อตัวเลขออกมาอย่างนี้ อำนาจการเมืองในวุฒิสภา ย่อมตกอยู่กับ สว.สายสีน้ำเงิน ที่มีสายสัมพันธ์กับ พรรคภูมิใจไทย ส่วน สภาผู้แทนราษฎร ก็มี พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ แต่ยังไม่เบ็ดเสร็จ ยังต้องพึ่ง พรรคภูมิใจไทย ที่เป็นอันดับ 2 แต่ เมื่อรวมอำนาจการเมืองใน 2 สภาแล้ว ก็จะอยู่ในมือของ 2 ตระกูลเท่านั้น คือ ตระกูล “ชินวัตร” กับตระกูล “ชิดชอบ” หรือ สีแดง+สีน้ำเงิน ส่วน “สีส้ม” ต้องดูผลวันที่ 7 สิงหาคม จะรอดหรือไม่รอด."ลม เปลี่ยนทิศ"คลิกอ่านคอลัมน์ “หมายเหตุประเทศไทย” เพิ่มเติม