ภาษาเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อถ่ายทอด สื่อสารและบันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้ อีกทั้งบนโลกใบนี้ มีภาษาต่างๆมากมาย ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่แตกต่าง และซ่อนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไว้เช่นกันปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้เขียนเดินทางไปยังกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ มีโอกาสได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ฮันกึลแห่งชาติ” (National Hangeul Museum) ที่จัดแสดงเรื่องราวของ “ตัวอักษรฮันกึล หรือตัวอักษรเกาหลี” ที่กว่าจะพัฒนามาเป็นภาษาเกาหลีอย่างที่เราเห็นในปัจจุบันนั้นมีประวัติศาสตร์ ความเป็นมาอย่างไรก่อนที่ตัวอักษรเกาหลีจะถูกเรียกว่า “ฮันกึล” เดิมทีใช้ชื่อว่า “ฮุนมินจองอึม” แปลว่า เสียงที่ถูกต้องที่ใช้สอนแก่ราษฎร ประดิษฐ์ขึ้นในปี พ.ศ. 1986 โดยพระเจ้าเซจงมหาราช พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 4 แห่งราชวงศ์โชซอน เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้โดยง่าย เนื่องจากในอดีต เกาหลีได้ยืมตัวอักษรมาจากจีน หรือที่เรียกว่า “ฮันจา” ใช้ในการจดบันทึกและการสื่อสารซึ่งมีความยากและซับซ้อน อีกทั้งยังมีแต่บรรดาขุนนางและชนชั้นสูงที่สามารถเข้าใจและใช้งานตัวอักษรฮันจาได้จนกระทั่งในปี พ.ศ.1989 พระเจ้าเซจง มหาราชประกาศเผยแพร่ หนังสือฮุนมินจองอึม ที่บันทึกภูมิหลังทางวิชาการ ทฤษฎีการประดิษฐ์ตัวอักษร คำอธิบายถึงพยัญชนะและสระแต่ละตัว ซึ่งขณะนั้นได้มีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นมาทั้งหมด 28 ตัว (พยัญชนะ 17 ตัว สระ 11 ตัว) ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะลดลงมาอยู่ที่ 24 ตัว (พยัญชนะ 14 ตัว สระ 10 ตัว) ทั้งนี้ ฮุนมินจองอึม หรือฮันกึล นอกจากจะเป็นสมบัติของชาติเกาหลีใต้แล้ว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนกับองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ.2540 เช่นกันการสร้างตัวอักษรขึ้นมา เพื่อเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงความเข้าใจและชาวเกาหลีเข้าด้วยกันแล้ว ก็ยังมี “ภาษาถิ่น” ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึง อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ ของแต่ละพื้นที่เช่นกัน ถือเป็นโชคดีของผู้เขียนที่มาเยือนพิพิธภัณฑ์ได้อย่างเหมาะเจาะ เพราะครั้งนี้มีการจัดนิทรรศการพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี พิพิธภัณฑ์ฮันกึลแห่งชาติ นั่นคือ “Dialect, Can’t Resist!” ที่พามารู้จักกับภาษาถิ่นเกาหลี โดยมีการแบ่งภาษาถิ่นออกเป็น 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและเกาะเชจู ทั้งมีวิดีโอและเสียงประกอบให้สัมผัสกับภาษาถิ่นเกาหลีที่หลากหลาย และเข้าใจได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในภาษาเกาหลีอย่างถ่องแท้.ญาทิตา เอราวรรณคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม