จากที่เคยเชื่อกัน พระร่วงไปเมืองจีน เอาความรู้เรื่องเครื่องสังคโลกมาไทย ความเชื่อว่า “เสียน” หรือสยาม ที่จีนกล่าวถึง คือสุโขทัย ความรู้ด้านวิชาการวันนี้ก้าวหน้า ย้ายมาปักหลักอยู่สุพรรณบุรีหรืออยุธยาอย่างมั่นคงแล้วในหนังสือเจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ สร้างสรรค์อยุธยา (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2565) อาจารย์ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล บอกว่า เรื่องราวในหมิงสือลู่ ช่วงที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) จะกล่าวถึงการถวายบรรณาการเป็นสำคัญหากแต่ในช่วงที่สมเด็จพระนครินทราธิราช เสวยราชย์ คือ พ.ศ.1950 นั้น พระจักรพรรดิหยงเล่อ ได้ส่งพระราชสาส์นมาตำหนิสุพรรณ (ชัดนะครับ สุพรรณ ไม่ใช่สุโขทัย และยังไม่ใช่อยุธยา) ที่จับทูตจามปาทั้งสุพรรณอีกนั่นละ! ที่ยกทัพตีสุมาตรา และมะละกา ในพระราชสาส์นที่ส่งใช้ข้อความว่า จามปา สุมาตรา มะละกา และสยาม ต่างก็รับบัญชาจากจักรพรรดิต้าหมิงท้ายพระราชสาส์น จักรพรรดิต้าหมิงให้สมเด็จพระนครินทราธิราช ดูตัวอย่างพ่อลูกตัวหลี่ แห่งเวียดนามที่ประสบความหายนะปีถัดมา สมเด็จพระนครินทราธิราช ส่งพระราชสาส์นไปขออภัยต่อจักรพรรดิจีนด้วยเหตุนี้จึงแสดงให้เห็นว่า ในช่วงสมเด็จพระนครินทราธิราชเสวยราชสมบัติ ยังยอมรับอาณาบารมีของราชวงศ์หมิงมาถึงหัวข้อเรื่องสะดุดใจผมมาก ที่มาของคำว่า พระพันวัสสาในวัฒนธรรมจีนโบราณ จะใช้คำว่า พระหมื่นปีเจ้า เป็นสรรพนามแทนองค์พระจักรพรรดิ และจะใช้คำว่า พระพันปีเจ้า เป็นสรรพนามแทนอ๋องเนื่องจากกษัตริย์อยุธยา (ตอนนี้เจ้านครอินทร์ ย้ายจากสุพรรณ สถาปนาเป็นกษัตริย์อยุธยาแล้ว) ก็ทรงดำรงฐานะเป็นอ๋อง รัฐบรรณาการ จึงได้รับธรรมเนียมการใช้คำว่า พระพันปีเจ้ามาใช้เพราะอย่างน้อยทูตราชวงศ์หมิงที่เข้ามาก็น่าจะใช้สรรพนามนี้กับกษัตริย์อยุธยาด้วยเหตุนี้จึงคิดต่อไปได้ว่า การที่ในคำให้การชาวกรุงเก่ามีกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา พระนามว่า พระพรรวรรษา และกษัตริย์ในเรื่องขุนช้างขุนแผน มีพระนามว่า พระพันวษาเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระนครินทราธิราช ทรงดำรงฐานะอ๋อง รัฐบรรณาการของราชวงศ์หมิงผมอ่านถึงตอนนี้ ก็รู้สึกโล่งโปร่งใจ จากที่เคยมโนวนเวียนลมๆแล้งๆ พระพันวษา น่าจะเป็นกษัตริย์พระองค์ไหนมานานงานค้นคว้าของอาจารย์รุ่งโรจน์ ทำให้ผมขนลุกซู่ในความเกรียงไกรยิ่งใหญ่ของเจ้าสุพรรณ ที่ผันพระองค์เป็นกษัตริย์อยุธยา ระดับความยิ่งใหญ่ ใช้คำว่า มหาราชได้เต็มปากประวัติศาสตร์ที่เคยอ่าน คนรุ่นผมคุยกันเล่นๆ เจ้าไทยเราจะมีกำลังเรี่ยวแรงแข็งขัน ถึงขั้นยกทัพไปตีมะละกา ฯลฯ ได้ทีเดียวเจียวหรือ? อือ! อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง เจ้าไทยของเราทำได้ปานนั้นจริงๆอีกเรื่องที่ผมแอบยิ้ม...ผู้รู้หลายๆท่าน บ่นๆกัน สถาบันเบื้องสูงของไทย...ขนบธรรมเนียมประเพณี มีเค้ามาจากแขกเปอร์เซียหรือแขกอินเดียนึกถึงวลีเรียกพระอิสริยยศ พระพันปีหลวง...วันนี้ ไทยเรายังใช้ จึงชี้ได้ว่า ที่จริงเราก็เอาแบบอย่างจากจีนที่ผมเคยอ่าน รัชกาลที่ 4 ท่านสั่งสังคายนาธรรมเนียมจิ้มก้องทิ้งไปแล้ว แต่ก็อย่างว่า คำพังเพยที่ว่า จีนไทยใช่อื่นไกล เป็นพี่น้องกัน...มีความเป็นไปได้ ไม่ว่ายังไงๆก็ทิ้งกันไม่ขาดเสียเลยทีเดียว.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม