เถียงกันยังไม่จบเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ประเด็นที่เห็นขัดแย้งกันมากที่สุด คือจะนิรโทษกรรมให้ผู้ถูกกล่าวหา กระทำผิด ป.อาญา ม.112 ด้วยหรือไม่ เมื่อเร็วๆนี้ พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลแสดงท่าทีเห็นด้วย แต่ถูกพรรคต่างๆทั้งพรรคร่วมรัฐบาลดาหน้าออกมาคัดค้าน พรรคเพื่อไทยต้องยอมถอยแต่การต่อสู้อาจจะยังเดินหน้าต่อไป นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นกรรมาธิการศึกษาแนวทาง ในการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยืนยันว่า ผู้ทำผิด ม.112 เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง เช่นเดียวกับการชุมนุมทางการเมือง เมื่อปี 2548, 2553 ส่วนผู้ถูกกล่าวหา ม.112 เกิดจากการชุมนุมปี 2563 และ 2565นพ.เชิดชัยวิงวอนบรรดาผู้ที่มี ความเห็นต่าง คัดค้านการนิรโทษกรรมผู้ถูกกล่าวหาทำผิด ม.112 ควรได้รับการยกโทษ โดยเปรียบเทียบกับผู้ถูกกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์ นักศึกษาประชาชนหนีเข้าป่า เพื่อจับอาวุธต่อสู้ได้รับนิรโทษกรรม ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ให้ออกจากป่า กลับมาร่วมกันพัฒนาชาติไทยการให้นิรโทษกรรมของรัฐบาลประสบความสำเร็จ กลายเป็นประวัติ ศาสตร์ มีนักศึกษาประชาชนออกจากป่า กลับมาร่วมพัฒนาประเทศ และพรรคคอมมิวนิสต์อ่อนแอ และยุติสงครามกับรัฐจนถึงปัจจุบัน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาทำผิด ม.112 ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน เป็นนักศึกษา ที่มีความคิดทางการเมืองแตกต่างจากภาครัฐความเห็นต่างทางการเมืองเป็น เรื่องปกติ และมีกันทั่วโลก โดยเฉพาะในบรรดาประเทศประชาธิปไตย มีกลุ่มเสรีนิยม กลุ่มอนุรักษ์นิยม และฝ่ายเป็นกลาง มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ โดยเฉพาะในการเลือกตั้ง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ผู้ชนะกลายเป็นรัฐบาล ผู้แพ้เป็นฝ่ายค้าน และอยู่ร่วมกันโดยยึดหลักขันติและสันติคนไทยที่มีความเห็นต่างทาง การเมือง ยึดอุดมการณ์การเมืองต่างกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ โดยยึดหลักขันติ คืออดทนยอมรับฟังความเห็นต่าง ถ้าทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักนิติธรรม ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือมาตรา 27 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพ และได้รับความคุ้มครองตาม ก.ม.เท่าเทียมหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย ห้ามเลือกปฏิบัติ ต้องปฏิบัติต่อกันทุกคนโดยเสมอหน้า ไม่ว่าจะเป็นมหาเศรษฐี หรือยาจก ต้องไม่มีการใช้ระดับสองมาตรฐาน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย คุกมีไว้ขังทุกคนที่กระทำผิดทางอาญา และให้นิรโทษทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะทำผิด ม.113 โทษฐานกบฏ หรือ ม.112.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม