แก้ไม่ตกปัญหาเด็กหายถูกลักพาตัว “ล่อลวง หาประโยชน์ทางเพศ” ยังคงเกิดขึ้นตลอด นับวันยิ่งจะเลวร้าย “หลายเคสพบกับจุดจบที่เป็นโศกนาฏกรรม” สร้างความสะเทือนใจให้สังคมครั้งแล้วครั้งเล่าสาเหตุมาจาก “ผู้ปกครอง” ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ลูกหลานกลายเป็นช่องทางให้ “มิจฉาชีพ” สามารถทำการลักพาตัวเด็กหนีไป ตามรายงานสถิติการรับแจ้งเด็กหายของมูลนิธิกระจกเงาปี 2566 “เด็กหายทั้งสิ้น 296 ราย” แบ่งเป็นชาย 114 ราย หญิง 182 ราย ตัวเลขนี้เพิ่มสูงขึ้นจากปี 2565 ประมาณ 17%ส่วนช่วงอายุเด็กหายมากที่สุดคืออายุ 0-18 ปี แยกเป็นช่วงอายุ 11-15 ปี 138 ราย อายุ 16-18 ปี 96 ราย และช่วงแรกเกิดถึง 10 ขวบ 62 ราย ในจำนวนนี้สมัครใจหนีออกจากบ้าน 58% หรือ 172 ราย รองลงมาเป็นกลุ่มเด็กมีพัฒนาการช้า พิการทางสติปัญญา หรือป่วยทางจิตเวชสูญหาย 19% หรือ 56 ราย และมีเด็กถูกลักพาตัว 5 ราย ในปีที่แล้วมีเด็กวัยรุ่นหายออกจากบ้าน ภายหลังพบ “ถูกฆาตกรรม” ส่วนมากเป็นเด็กเพศหญิงในเรื่องนี้ เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หน.ศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา บอกว่า ปัจจุบันเด็กหายออกจากบ้านเพิ่มขึ้นนับแต่ช่วงโควิด-19 ล็อกดาวน์ “เด็กต้องอยู่แต่บ้าน และเรียนผ่านออนไลน์” เป็นช่องทางได้พบเพื่อนใหม่มากมายแต่พอในช่วง 2-3 ปี “หลังโควิดคลี่คลาย” สถิติเด็กหายเพิ่มขึ้นปีละ 20% ส่วนใหญ่เป็นเด็กสมัครใจหนีออกจากบ้านเอง 95% โดยเฉพาะเด็กที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว “ต้นเหตุตัดสินใจหนีได้โดยง่าย” ในการถูกชักจูงจากเพื่อนที่เพิ่งรู้จักในออนไลน์ผ่านการพูดคุยแอปพลิเคชัน facebook instagram tiktok หรือแอปหาคู่แม้ว่าเด็กจะสมัครใจหนีออกจากบ้านเองก็ตาม “แต่โลกภายนอกมีอันตรายหลายอย่าง” ทั้งการหาประโยชน์นำไปขอทาน หรือเสี่ยงถูกล่อลวงกระทำความรุนแรงคดีอาชญากรรม ถูกข่มขืน แบล็กเมล์ และอีก 5% เป็นเด็กพลัดหลง ปัญหาแย่งสิทธิ์ปกครองบุตร และเด็กถูกลักพาตัวจากบุคคลภายนอก ประเด็นสำคัญคือ “เด็กถูกลักพาตัว” ปัจจุบันสถานการณ์ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ตัวเลขเด็กไทยถูกลักพาตัวเฉลี่ย 5-10 ราย/ปี โดย “คนร้าย” ยังมีแรงจูงใจในรูปแบบเดิม เช่น การลักพาตัวไปกระทำทางเพศ หรือด้วยความเสน่หานำไปเลี้ยงดู รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ขอทานจากเด็ก แต่มิใช่รูปแบบแก๊งขบวนการแต่อย่างไรด้วยที่ผ่านมา “ประเทศไทย” ยังไม่ปรากฏองค์กรอาชญากรรม หรือแก๊งรถตู้ ส่วนใหญ่ “คนร้ายก่อเหตุ” มักกระทำไปเพียงลำพังในการลักพาตัวเด็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 3-8 ปี ไม่ว่าจะเป็นชาย และหญิง ก็ล้วนเป็นเป้าหมายแทบทั้งสิ้นในส่วน “ผู้ก่อเหตุ” เมื่อถูกจับกุมจะรับสารภาพให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี “เพื่อลดหย่อนผ่อนโทษ” แม้จะก่อคดีค้ามนุษย์นำเด็กไปขอทาน หรือกระทำทางเพศ ส่วนใหญ่จะได้รับโทษเพียงไม่กี่ปีก็พ้นโทษออกมาก่อเหตุซ้ำได้อีก ทำให้ช่วง 4 ปีมานี้ปรากฏพบ “คนร้ายพ้นโทษมาก่อเหตุซ้ำ2–3 ราย” บริเวณสถานที่เดิมที่เคยก่อเหตุด้วยซ้ำอย่างเช่น “คนร้ายพ้นโทษ” ออกมาก็จะเข้ามาทำงานในแคมป์ก่อสร้าง และฉวยโอกาสหลอกล่วงลูกคนงานไปกระทำทางเพศ นอกจากนี้ยังมีกรณีใน จ.เชียงใหม่ “ผู้ก่อเหตุทำทีเป็นโค้ชสอนฟุตบอล” แล้วตระเวนไปตามสนามกีฬาหาเด็กอายุ 6-7 ขวบ เพื่อตีสนิทหลอกไปกระทำทางเพศ โดยผู้ก่อเหตุรายนี้เคยทำมามากกว่า 3 ครั้งแล้วไม่นานมานี้ “เพิ่งพ้นโทษออกมาแต่ไม่รู้อยู่ที่ใด” ทำให้ต้องเฝ้าระวังป้องปรามไม่ให้ก่อเหตุซ้ำได้อีก เช่นเดียวกับเคสปีที่แล้ว “ชายเร่ร่อนลักพาตัวเด็กวัย 8 ขวบไปขอทาน” ก่อนมีพลเมืองดีช่วยเหลือได้เมื่อตรวจสอบประวัติพบเคยถูกตำรวจจับกุมคดีลักพาตัวเด็กปี 2559 และเพิ่งพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 ปีก็มาก่อเหตุอีกสำหรับเป้าหมาย “มักเป็นเด็กอายุ 3–10 ขวบไม่ว่าเด็กชายหรือเด็กหญิง” ที่คนร้ายจะเลือกลักพาตัวไปกระทำทางเพศ หรือนำเด็กไปเร่ร่อนขอทาน ขายสินค้า ถ้าเป็นกรณี “เด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ” ส่วนใหญ่มักจะลักพาตัวไปเลี้ยงดูด้วยความเสน่หา รักใคร่ชอบพอเด็ก แต่เพราะกำเนิดบุตรไม่ได้เลยมาลักพาตัวเด็กทารกแทนเคสล่าสุดเมื่อต้นเดือน พ.ค.2567 “คนร้ายลักพาตัวเด็กชายวัย 9 เดือน” จากย่านบางนาขึ้นรถไป จ.ระยอง “อ้างเอ็นดูอยากเลี้ยงเด็กเป็นลูก” อย่างไรก็ดีคนร้ายถูกจับกุมแบบจำนนด้วยหลักฐานเช่นนี้ “คงต้องรับสารภาพให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี” เพื่อได้รับโทษน้อยลง กลายเป็นโอกาสในการจะกลับออกมาก่อเหตุซ้ำได้เร็วขึ้นจริงๆแล้ว “ผู้ก่อเหตุคดีลักพาตัวเด็กซ้ำ” ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการในระบบราชทัณฑ์ “มิได้แก้ไขปมปัญหาในการประเมินสุขภาพจิต” อาจจะด้วยเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังจำนวนมากกลายเป็นว่า “คนร้ายอยู่ในเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำพิพากษา” ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่กระทำต่อเด็กเท่านั้น แต่มิได้มีกระบวนการพิเศษที่จะป้องปราม “ไม่ให้ออกมาก่อเหตุซ้ำ” เพราะอย่าลืมว่าคนร้ายก่อคดีลักพาตัวเด็ก หรือนำลูกบุคคลอื่นไป ล้วนมีกระบวนการคิดแตกต่างผิดเพี้ยนไปจากบุคคลทั่วไป ดังนั้น เมื่อไม่นำคนร้ายเข้าสู่การวินิจฉัยทางจิตเวช “ก็เป็นเรื่องยากในการปรับทัศนคติของผู้ก่อเหตุ” ทำให้ออกมาก่อเหตุซ้ำเรื่อยๆถ้าเทียบกับ “ต่างประเทศ” อย่างในสหรัฐฯ ก็มีคดีลักพาตัวเด็กไม่น้อยแตกต่างไปจาก “ประเทศไทย” เพียงแต่ว่าเขามีกระบวนการตรวจประเมินรักษาอาการทางจิตด้วย และหากไม่หายพ้นโทษออกมาก็ต้องขึ้นทะเบียนแบล็กลิสต์รายงานตัวกับ “สถานีตำรวจใกล้บ้าน” เพื่อป้องปราม ติดตาม และเฝ้าระวังกันเป็นระยะๆ อีกทั้งบางรัฐ “ประกาศชื่อลงเว็บไซต์ระบุตำแหน่งที่พักด้วยซ้ำ” เพื่อให้ประชาชนรับรู้ในการระมัดระวังตัวเอง สิ่งนี้ล้วนเป็นการใช้มาตรการป้องปราม ติดตาม หลังผู้ที่เคยก่อเหตุคดีพ้นโทษไปแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยกลับยังขาดการติดตามอย่างจริงจัง ทำให้มีแนวโน้มที่คนเหล่านี้จะกลับไปก่อเหตุซ้ำอีกแน่นอนย้ำว่า “มูลนิธิกระจกเงา” มีการรวบรวมประวัติผู้ก่อเหตุคดีลักพาตัวเด็กเก็บไว้ในฐานข้อมูลประมาณ 30 คน “บางคนพ้นโทษออกจากเรือนจำแล้วแต่ไม่มีใครรู้ว่าอาศัยอยู่พื้นที่ใด” กลายเป็นความเสี่ยงให้กับสังคมมีโอกาสตกเป็นเหยื่อถูกลักพาตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้น ต้องเป็นหน้าที่ตำรวจในการติดตามระวังคนกลุ่มนี้เพราะก่อนหน้านี้ได้นำ “ข้อมูลผู้เคยก่อเหตุลักพาตัวเด็กให้ สตช.” เพื่อติดตามระวังเป็นกรณีพิเศษแล้ว “แต่ระบบราชการปรับเปลี่ยนผู้บังคับ บัญชาบ่อย” ทำให้งานป้องปรามไม่ได้ถูกดำเนินการให้ต่อเนื่อง ปัญหาว่าในช่วงหลังมานี้ “คนร้ายก่อเหตุลักพาตัวเด็กซ้ำ” เริ่มมีพฤติกรรมก่อความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างคดี “ติ๊งต่าง” ในการก่อเหตุ รายแรกๆมีเจตนานำเด็กไปกระทำทางเพศเท่านั้น “ไม่มีเจตนาฆาตกรรม” แต่พอปล่อยเด็กไปกลับนำเรื่องไปแจ้งผู้ปกครอง ทำให้คดีหลังมามักข่มขืนแล้วฆ่าปิดปากไปด้วยดังนั้น ฝากถึง “ผู้ปกครอง” สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดเป็นที่อันตรายที่สุด เพราะเด็กถูกลักพาตัวจากในบ้าน หน้าบ้าน บริเวณเด็กวิ่งเล่นประจำ สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ สถานที่นี้มักนิ่งนอนใจว่าคุ้นชินไม่น่าเป็นห่วงหนำซ้ำปัจจุบัน “คนร้ายก็มิได้มีหน้าตาดุร้ายเหมือนในภาพยนตร์” แต่กลับมาในรูปแบบลุงใจดี ชอบซื้อขนม ของเล่นให้กับเด็กจนเกิดความไว้วางใจ ฉะนั้นผู้ปกครองควรต้องสอนลูก “ห้ามรับของจากคนแปลกหน้า” ทั้งต้องให้ความสำคัญกับการติดตั้งทักษะการระวังตัวจาก “คนแปลกหน้า” อย่าปล่อยให้เด็กต้องอยู่ลำพัง “เคยมีผู้ปกครองคลาดสายตาจากลูกไม่ถึง 5 นาที อย่างเคสล่าสุดใน จ.เชียงราย เด็กเดินออกมาจากบ้านวิ่งเล่นระแวกใกล้ๆนั้น ไม่นานคนร้ายก็ถือโอกาสก่อเหตุลักพาตัวเด็กหายไปได้ ดังนั้นทางออกคืออย่าปล่อยให้ลูกหลานเผชิญหน้ากับคนร้าย เพราะแม้จะติดตั้งทักษะดีเพียงใดแต่สุดท้ายมักตกเป็นเหยื่อแทบทั้งสิ้น” เอกลักษณ์ว่านี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งซึ่ง “ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ต้องเร่งหาแนวทางป้องกัน “ยุติปัญหาโดยเร็ว” เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิเด็กร้ายแรงเพิ่มมากขึ้น.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม