ผู้ที่ติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจจะรู้สึกแปลกใจ ที่มีการอภิปรายตอบโต้กันอย่างดุเดือดเผ็ดมัน ระหว่าง สส.พรรคก้าวไกลกับรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย ประเด็นการอภิปรายคือความขัดแย้งนอกสภาฯนั่นก็คือความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม ศปปส. กับกลุ่มทะลุวัง ถึงขั้นวางมวย และกลายเป็นญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร มีการพูดในทำนองว่า พรรคก้าวไกลให้ท้ายกลุ่มทะลุวัง และมีการนำภาพถ่ายแกนนำกลุ่ม ศปปส. ร่วมกับรัฐมนตรี เพื่อประกอบการอภิปราย กลายเป็นชนวนของวาทะที่ร้อนแรงเคราะห์ดีที่ร้อนแรงแค่วาทะ ไม่ถึงกับลงมือเหมือนกับสภาไต้หวัน หลังจากที่เปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย มักจะมีการวางมวยกันเป็นประจำ ขัดต่อหลักการของพระพุทธศาสนา ที่กล่าวว่า “เนสา สภา น สันติ สนุโต” แปลความหมายว่า “ความสงบเรียบร้อยไม่มีในชุมชนใด ชุมชนนั้นไม่ใช่สภา”น่ายกย่องนักการเมืองไต้หวัน ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคเผด็จการ เข้าสู่ยุคประชาธิปไตยได้ภายในไม่กี่ปี ก็กลายเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ เมื่อเร็วๆนี้ไต้หวันประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ ขณะประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นประชาธิปไตยมาแล้วเกือบ 100 ปีไทยเคยเป็น “ดาวรุ่งประชาธิปไตย” ในบางช่วงเวลา เช่นหลังการลุกฮือขึ้นเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเต็มใบ แต่อายุสั้น รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง และยึดอำนาจมาแล้วถึง 13 ครั้ง ที่ยึดไม่สำเร็จอีกกว่าสิบครั้งเหมือนประเทศไม่มีสภาฯอาจพูดได้ว่าประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยมาก่อนประเทศอื่นๆในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และอินโดนีเซีย ที่ตกอยู่ใต้เผด็จการนานหลายทศวรรษ เพิ่งจะก้าวสู่ยุคประชาธิปไตยเข้มแข็งในยุคประธานาธิบดีโจโก วิโดโดอยู่ในอำนาจ 2 วาระ 10 ปี และมีเลือกตั้ง ใหม่เมื่อ 14 ก.พ.ต้องถือว่าอินโดนีเซียประสบความสำเร็จ กลายเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากอินเดียและสหรัฐอเมริกา เคยมีรัฐประหารและเผด็จการ ในช่วงแรกที่ได้รับเอกราช จากนั้น เดินหน้าประชาธิปไตย ที่น่ากังวลก็คือไทยแลนด์ที่เป็นประชาธิปไตยมาก่อนใครๆ แต่ยังไม่ยอมบรรลุวุฒิภาวะ.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม