แต่งองค์ทรงเครื่องปิดช่องโหว่เสริมจุดแข็ง เพื่อประชุมบอร์ดดิจิทัลชุดใหญ่ก่อนที่จะตัดสินใจเดินหน้านโยบายนี้อย่างเต็มสูบเพราะตีดึงมานานแล้วขืนล่าช้าไปกว่านี้อาจจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมาอีก ข้อสำคัญคือคนที่รอคอยชักจะเบื่อหน่ายไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ได้ผลโพลที่ออกระยะหลังๆมีแนวโน้มไปในทางที่ไม่ค่อยเป็นผลดีเท่าใดนัก โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าไม่ต้องเป็นหนี้เหมือนจำนำข้าวอีกแล้วล่าสุดได้มีการยกร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทเสร็จเรียบร้อยแล้ว สาระก็มีอยู่ 8 มาตรา ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติตามปกติ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด และห้ามนำเงินก้อนนี้ไปใช้ในกิจการอื่นอีกทั้งจะรายงานให้ที่ประชุมทราบว่า ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ชุดหนึ่งศึกษาและรับฟังความเห็น อีกชุดหนึ่งดูแลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนอกนั้นก็เป็นการรายงานข้อเสนอของกฤษฎีกาและ ป.ป.ช.บอร์ดชุดใหญ่นี้นอกเหนือจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานแล้ว ยังมีรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลแล้วยังมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะผู้ว่าการแบงก์ชาติ เลขาฯสภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ เป็นต้นพูดง่ายๆว่าชุดใหญ่จริงๆที่จะต้องร่วมกันรับผิดชอบเรื่องนี้แน่นอนว่านโยบายนี้เป็นของ “เพื่อไทย” ที่หาเสียงไว้เป็นนโยบายประชานิยมที่แหวกแนวหวังจูงใจเพื่อหวังผลให้ชนะการเลือกตั้งเริ่มต้นก็ตั้งชื่อให้ทันสมัยและแปลกตา โดยเฉพาะการแจกเงินให้ประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่แยกคนรวย-คนจนหัวละ 10,000 บาทชาวบ้านชาวช่องได้ยินได้ฟังก็หูผึ่งทันทีบอกด้วยว่าแม้จะใช้มากแต่จะไม่กู้ จะเอาเงินจากงบประมาณมาดำเนินการนี่เป็นคำมั่นสัญญาแต่พอถึงขั้นลงมือจริงๆ ปรากฏว่า ไม่มีเงินก็เลยต้องใช้วิธี “กู้” แต่ด้วยจำนวนเงินมากก็เลยเป็นคำถามว่าจะ “คุ้ม” หรือไม่ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า “ไม่ตรงปก”อีกทั้งการที่ต้องกู้เงินจำนวนมากอย่างนี้แล้ว รัฐบาลจะมีปัญญาใช้หนี้ได้หรือ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยการเงินและการคลัง“ด่วนหรือไม่ด่วน” และเศรษฐกิจอยู่ในขั้นวิกฤติมีความจำเป็นหรือไม่?เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยที่เริ่มจากแบงก์ชาติ นักเศรษฐศาสตร์ ไล่มาจนถึงกฤษฎีกา และ ป.ป.ช.ประเด็นสำคัญสุดก็คือ หากนโยบายนี้ล้มเหลวแล้วใครจะรับผิดชอบด้วยเหตุและผลที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองจะต้องสำเหนียกให้ดีว่า การคิดนโยบายด้วยการหาเสียงกับชาวบ้านนั้น จะต้องทำการบ้านมาอย่างดีถึงความเป็นไปได้ และการดำเนินงานจะต้องมีรูปแบบและวิธีการที่ชัดเจนไม่ใช่คิดนโยบายลอยๆ คาดว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พอมาถึงขั้นลงมือปฏิบัติแล้วทำไม่ได้ เพราะติดขัดในเรื่องต่างๆหันมาใช้วิธีทำไปคิดไป เพราะเดินหน้าก็ไม่ได้ถอยหลังก็ไม่ได้ เนื่องจากหาเสียงเอาไว้ แล้วสุดท้ายก็กลายเป็นปัญหามาถึงขั้นนี้จะตัดสินใจอย่างไรก็ว่าไปแต่ก็ต้องรับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นมา!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม