คำชี้แจงของสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยตอนที่ผ่านมายังย้อนรอยความทรงจำด้วยว่า เป็นเวลากว่า 1 เดือน นับตั้งแต่การโจมตีอันน่าสยดสยองของกลุ่มฮามาสเกิดขึ้นบนดินแดนอิสราเอลเป็นผลพวงให้เกิดปฏิบัติการ “ดงดาบเหล็ก” ตามมา ผู้เสียชีวิตชาวอิสราเอลจากการโจมตีและสังหารอันโหดเหี้ยมครั้งนี้มีมากกว่า 1,400 คน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6,900 คน นอกจากนี้ยังมีเด็กอายุต่ำกว่า 11 ปี เป็นจำนวนถึง 11 คน ที่ถูกจับเป็นตัวประกันในฉนวนกาซาในทางการทูตนั้น อิหร่านพยายามเอาตัวออกจากความขัดแย้ง แต่ก็สนับสนุนกลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกจิฮัดของปาเลสไตน์ (PIJ) ให้สู้ต่อไป ทั้งยังให้ความสนับสนุนทางด้านการเมืองและประชาสัมพันธ์ด้วยช่องทางหลากหลาย โดยเจาะจงไปยังรัฐอิสลามต่างๆ และสมาชิกของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชา ชาติ (UNSC)ทว่าสิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือ การที่อิหร่านพยายามวางบทบาทให้ตัวเองเป็นคนกลางในการปล่อยตัวประกันและร้องขอความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซาผู้นำอิหร่านได้สนทนากับผู้นำระดับโลกหลายคน เรียกร้องให้ประณามอิสราเอลและหยุดยิงในฉนวนกาซาโดยที่ละเลยความโหดเหี้ยมของกลุ่มฮามาสในการโจมตีพลเรือนชาวอิสราเอล พร้อมบอกว่าตัวเองมิได้ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อบุกโจมตีดังกล่าวโฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน นาสเซอร์ คานานี ระบุว่าอิหร่านได้รับการทาบทามจากหลายประเทศที่มีพลเมืองถูกลักพาตัว และเสริมว่าอิหร่านกำลังดำเนินการเพื่อให้มีการปล่อยตัวประกันที่ไม่ใช่สัญชาติอิสราเอล ซึ่งแท้จริงแล้วนั่นคือความหน้าซื่อใจคดของอิหร่าน ผู้ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุกรณีนี้ “ออร์นา ซากิฟ” เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ขอมองว่า การมีส่วนร่วมของอิหร่านกับผู้นำกลุ่มฮามาสเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือของอิหร่านที่มอบให้กับกลุ่มก่อการร้าย อิหร่านเป็นตัวสร้างปัญหา อิสราเอลจึงไม่สามารถยอมรับได้ที่อิหร่านจะมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเฮ้อ...แรงกันเช่นนี้ แล้วจุดจบจะเป็นเช่นไรหนอ ไม่อยากจะนึกภาพเลย...ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ "หน้าต่างโลก" เพิ่มเติม