ทฤษฎียอดนิยมเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์ เมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน ก็คือดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่กว่ายอดเขาเอเวอเรสต์ได้พุ่งชนโลกในพื้นที่ที่ปัจจุบันคือคาบสมุทรยูคาทัน ในเม็กซิโก และกลายเป็นหลุมอุกกาบาตที่ชื่อว่า “ชิกซูลุบ” (Chicxulub) หายนะครั้งนั้นคร่าสิ่งมีชีวิตไป 3 ใน 4 ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกรวมถึงไดโนเสาร์ด้วย แต่การพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยที่เป็นหลุมชิกซูลุบ อันใหญ่โตมโหฬาร ทำให้สัตว์โลกล้านปีเหล่านั้นสูญพันธุ์ได้อย่างไร ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันเรื่อยมา ความคิดที่ว่ากำมะถันก่อให้เกิดผลกระทบต่อฤดูหนาว ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อเร็วๆนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์จากหอดูดาวหลวงแห่งเบลเยียม และมหาวิทยาลัยเสรีบรัสเซลส์ ในเบลเยียม เผยว่าหลังจำลองภูมิอากาศดึกดำบรรพ์ โดยอาศัยตะกอนที่ขุดพบที่แหล่งบรรพชีวินวิทยานอร์ท ดาโกตา ชื่อทานิส (Tanis) ที่แม้ว่าจะอยู่ห่างจากหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบถึง 3,000 กิโลเมตร แต่นี้เก็บรักษาหลักฐานจำนวนหนึ่งของสภาวะหลังการพุ่งชนได้น่าทึ่ง รวมถึงฝุ่นที่ตกลงมามหาศาล ทีมคำนวณปริมาณฝุ่นทั้งหมดอยู่ที่ราวๆ 2,000 กิกะตัน มากกว่าน้ำหนักยอดเขาเอเวอเรสต์ถึง 11 เท่า แบบจำลองแสดงให้เห็นว่าฝุ่นละเอียดขนาดประมาณ 0.8-8.0 ไมโครเมตรพวกนี้ สามารถขัดขวางการสังเคราะห์แสงได้นานถึง 2 ปี โดยทำให้บรรยากาศทึบแสงเมื่อถูกแสงแดดและคงอยู่ในบรรยากาศเป็นเวลา 15 ปี ส่งผลให้อุณหภูมิโลกลดลงถึง 15 องศาเซลเซียส และจากวัสดุทั้งหมดที่ดาวเคราะห์น้อยนำเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ถูกประเมินว่าเป็นฝุ่น 75% กำมะถัน 24% และอีก 1% คือเขม่า.อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่