หลายคนคงยังจำได้ในขณะที่ยังไม่ได้เข้าสู่การเมืองเต็มตัว นายเศรษฐา ทวีสิน ได้เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ ระบุว่าความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเป็นปัญหาสำคัญ แต่เมื่อเป็นนายกรัฐมนตรีมาครบ 1 เดือน มีการตรวจสอบพบว่านโยบายด้านการศึกษาที่นายกฯแถลงต่อสภา คล้ายกับนโยบายรัฐมนตรีแค่ 30%รัฐมนตรีที่ว่าคือ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากโควตาพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในวงการศึกษา แต่เล่าให้ข้าราชการฟัง ในวันชี้แจงนโยบายว่า ท่านมี “คุณพ่อ” เป็นอดีตครูประชาบาล ส่วนนโยบายที่ไม่เหมือนกับนายกรัฐมนตรีคือการปฏิรูปและความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษานักวิชาการด้านการศึกษา ถือว่าการปฏิรูปการศึกษา และความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา เป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศ ตรงกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี แต่ประเทศไทยไม่มีการปฏิรูปการศึกษามานาน รวมทั้งในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนถึงรัฐบาลใหม่ ก็ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนความยากจนของนักเรียน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา นักเรียนยากจนต้องหยุดเรียนกลางคัน เพิ่มจากกว่า 60,000 คน พุ่งขึ้นเป็น 230,000 คน ในปี 2565 แต่ยังเคราะห์ดีที่กระทรวงศึกษาธิการใช้นโยบาย “นำน้องกลับมาเรียน” ได้เกือบหมด แต่ปี 2566 ไม่ทราบว่ายังทำอยู่หรือไม่เนื่องจากช่วงเปิดเรียนของปี 2566 ในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ตรงกับช่วงเลือกตั้งใหญ่ อยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการ กว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ ก็ปาเข้าถึงเดือนกันยายน ในอดีตนักเรียนที่หยุดเรียนกลางคันจำนวนหนึ่ง ไม่ได้กลับเข้าเรียน หลายคนกลายเป็นขอทาน หรือช่วยพ่อแม่ทำมาหากินกลายเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับสังคมไทย ความยากจนกดทับประชาชนจำนวนมากมาย แม้เด็กไทยจะศึกษาต่อระดับ ม.ปลายมากขึ้น แต่เกิดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาต่ออุดมศึกษา ระหว่างเด็กครอบครัวที่ร่ำรวยกับครอบครัวยากจน เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จาก 24% เป็น 50% แม้จะมีทุนกู้ยืมเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจน จะดำรงความยากจนต่อไป กลายเป็นความยากจนที่ดักดาน ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐบาลอาจจะประกาศแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการแจกเงินให้คน 56 ล้านคน ที่อายุ 16 ปีขึ้นไป คนละ 1 หมื่นบาท โดยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นยาจกหรือมหาเศรษฐี.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม