การเมืองการปกครองภายใต้ ระบอบประชาธิปไตย ของประเทศไทย จะพบความแตกต่างในมติทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ ระหว่าง การรวบรวมเสียงข้างมาก กับ พรรคการเมืองเสียงข้างมาก แม้จะได้รับฉันทามติจากประชาชน ได้รับเลือก สส.เข้ามามากที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอำนาจในการบริหารประเทศ เนื่องจากหากมีพรรคการเมืองอื่น แม้จะได้รับการเลือกตั้งมาด้วย จำนวน สส.น้อยที่สุด ก็ตาม แต่สามารถ รวบรวมเสียง สส.ในสภา ได้มากกว่า 250 เสียงก่อนก็มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะตั้งรัฐบาลได้ก่อนสมมติว่าการตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา รวมไทยสร้างชาติ กับ พลังประชารัฐ จับมือกันได้เสียง สส. 76 เสียง แล้วในที่ประชุมโหวตนายกฯวันนั้น ก้าวไกล เสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็ไม่ได้เป็นนายกฯ และ เพื่อไทยก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล หรือถ้า ภูมิใจไทย ไม่เปลี่ยนใจจาก พล.อ.ประวิตร ไปจับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาลตัดหน้า พลังประชารัฐ ก็ไม่มีรัฐบาลเพื่อไทยวันนี้หรือถ้า ก้าวไกล ตัดสินใจ จับมือกับภูมิใจไทย ก่อนเพื่อไทย ไม่เล่นตัว ก้าวไกลก็ได้เป็นรัฐบาลแต่อาจไม่ได้ตำแหน่งนายกฯ คนที่เป็นนายกฯก็จะชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ไปแล้วบทสรุปก็คือ ประเด็นระหว่าง พรรคการเมืองเสียงข้างมาก กับพรรคที่รวบรวมเสียงข้างมาก ใครควรที่จะได้รับการมอบอำนาจจากประชาชนให้บริหารครองประเทศมากกว่ากันข้อเสียก็คือ การต่อรองอำนาจทางการเมืองไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินหรือเลือกคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ปริมาณ มีความสำคัญกว่า คุณภาพการกำหนดให้มี แคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมือง ที่ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน เช่นที่ผ่านมา กระแสความต้องการผู้นำของประชาชน กับ นายกฯในความเป็นจริง แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้การตอบสนองของประชาชน ต่อรัฐบาลและผู้นำ ขาดแรงจูงใจ ขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อขาดความน่าเชื่อถือตั้งแต่ต้นทาง ก็ย่อมส่งผลกระทบกับการบริหารราชการทั้งต้นทางและปลายทางหรืออย่างกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้นำฝ่ายค้านในสภากับตำแหน่งประธานสภาและรองประธานสภาจะอยู่พรรคการเมืองเดียวกันไม่ได้ เช่นตำแหน่งรองประธานสภาของ ปดิพัทธ์ สันติภาดา และตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านของ ชัยธวัช ตุลาธน ในที่สุดก็ต้องใช้วิธีเลี่ยงบาลีขับ ปดิพัทธ์ ออกจากพรรคให้ไปอยู่ พรรคเป็นธรรม ซึ่งเป็นพรรคเล็กมี สส.แค่คนเดียวแต่ได้ตำแหน่งรองประธานสภา เพื่อไม่ให้เสียตำแหน่งรองประธานสภาและได้ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในเวลาเดียวกัน เป็นครั้งแรกที่มีรองประธานสภามาจากพรรคฝ่ายค้านและมีปัญหาในการทำหน้าที่ในสภาหรือกรณีที่วันมูหะมัดนอร์ มะทา จากพรรคประชาชาติ ที่มี สส. เพียง 9 คน แต่ได้นั่งตำแหน่งประธานรัฐสภา เนื่องจากการชิงอำนาจ ของพรรคการเมืองอันดับ 1 และ 2 ซึ่งโดยปกติจะต้องเป็นพรรคการเมืองคู่แข่งกันอยู่แล้วทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการติดกระดุมผิดเม็ดใช่ไม่ใช่.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม