ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ ความเหมือนและความต่างในความเป็นซีอีโอของภาครัฐและเอกชนนั้นวันนี้ “เศรษฐา ทวีสิน” คงได้รับรู้แล้วว่ามันเป็นอย่างไรซีอีโอภาคเอกชนวัดกันที่ผลกำไรซีอีโอภาครัฐนั้นคือทุกข์-สุขของประชาชนในฐานะนายกรัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารประเทศได้ระยะหนึ่ง เริ่มต้นก็ดูทุกอย่างมันง่ายไปหมด เพราะมี “อำนาจ” ที่จะจัดการได้ทั้งประเทศแต่วันนี้เริ่มเห็นและรับรู้แล้วว่า ความยากกำลังคืบคลานเข้ามาเป็นระลอกคลื่นจากตรงนั้นไปสู่ตรงนี้จู่ๆเด็กวัย 14 ปีก็เอาปืนเข้าไปกราดยิงในห้างสรรพสินค้าอีกมุมหนึ่งใน “เพื่อไทย” ก็เกิดปัญหาเมื่อ “เฉลิม อยู่บำรุง” ไม่สบอารมณ์ “ทักษิณ” ประกาศตัดเยื่อตัดใยโดยที่ยังไม่รู้ว่าเหตุเกิดมาจากอะไร นอกจากคาดเดากันไปว่าคงไม่พอใจที่ไม่ได้รับการเหลียวแลก็เลยสำแดงพลังให้ปรากฏนายกรัฐมนตรีไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยปรารถนาดีพูดถึงเรื่องนี้ด้วยความเป็นห่วง กลับโดนหางเลขไปด้วย ห้ามไม่ให้ยุ่งเดี๋ยวรัฐบาลพัง...เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละ!ที่ทำท่าจะยุ่งต่อไปก็คือนโยบายประชานิยม “ดิจิทัลวอลเล็ต” แจกหัวละ 10,000 บาทถ้วนหน้า ต้องใช้งบประมาณถึง 5.6 แสนล้านบาทแม้จะตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อดำเนินการไปแล้วแต่ปัญหาก็คือเสียงคัดค้านไม่เห็นด้วยกว้างขวางมากขึ้น เนื่องจากเห็นตรงกันว่าไม่คุ้มค่าภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ไม่ต้องใช้เงินกระตุ้นมากขนาดนั้นสำคัญคือทำให้เสียวินัยทางการเงินการคลังนายกรัฐมนตรีคงรู้ดีว่าเสียงคัดค้านนั้นแรงขึ้นถึงกับสั่งในที่ประชุมว่าใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยให้เก็บเอาไว้ในที่ประชุม อย่าไปแพร่งพรายข้างนอกแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญและเสียงคัดค้านก็มีเหตุผล การจะชักออกไปก็ทำไม่ได้ เพราะจะทำให้รัฐบาลเสียรังวัดแน่ก็ต้องใช้น้ำเย็นเข้าลูบ หาทางออกที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด แต่จะต้องผลักดันให้สำเร็จด้วยการตัดแปะบางอย่างออกไปพูดง่ายๆ ต้องยอมฟังข้อเสนอส่วนหนึ่งนี่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของปัญหาที่นายกรัฐมนตรีต้องปวดหัวไม่น้อยที่ตามมาอีกชุดก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลรับหน้าเสื่อเอง ตั้งคณะกรรมการศึกษาว่าด้วยการทำประชามติและขบวนการขับเคลื่อนปรากฏว่า “ก้าวไกล” ไม่ร่วมด้วย คำตอบง่ายๆ คือไม่สามารถขับเคลื่อนอย่างที่ต้องการได้ ทำให้เห็นว่าเริ่มต้นก็มีปัญหาแล้วเชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องแก้ แต่สถานการณ์อย่างที่เห็นอย่างนี้มันบอกให้รู้ได้ว่าความขัดแย้งรออยู่ข้างหน้าแล้วไม่ต่างกับการที่ “ก้าวไกล” ผลักดัน ให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อยุติ “นิติสงคราม” ให้ทุกฝ่ายเป็นความปรารถนาดีแต่ถูกมองว่าแอบแฝงเพื่อช่วยเหลือพวกตัวเองที่ติดคดี ม.112นายกรัฐมนตรีได้เจอฉากทัศน์ใหม่ๆ ที่ต่างไปจากวิถีชีวิตความเป็นซีอีโอภาคเอกชนอย่างชัดเจนที่เคยเป็นหน้ายิ้มบานๆ อีกไม่นานคงเปลี่ยนไป!“ลิขิต จงสกุล”คลิกอ่านคอลัมน์ “สับรางวันอาทิตย์” เพิ่มเติม