คำโบราณเปรียบเปรยไว้ว่า “วัวหายแล้วล้อมคอก” แต่ยังดีกว่าประเทศไทยในขณะนี้ ปล่อยให้วัวหายไปไม่รู้กี่ตัว แต่ไม่ยอมล้อมรั้ว เปรียบเทียบได้กับกรณีที่เด็กชายวัย 14 ปี บุกเข้าไปยิงกราดผู้คนในศูนย์การค้าหรู กลางเมืองหลวงของประเทศ โดยใช้ปืน “แบลงก์กัน” ที่ไม่มีกฎหมายควบคุมพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.ใหม่ๆสดๆร้อนๆ ชี้แจงเสียงวิจารณ์เรื่องการบังคับใช้กฎหมายว่า ทำมานานแล้ว มีสถิติการจับกุมผู้ต้องหากว่า 2,000 คดี ยึดปืนได้กว่า 900 กระบอก ในเวลา 2 เดือน ในช่วงที่ตนดูแลงานปราบปราม ได้สั่งให้บังคับใช้กฎหมายปืนอย่างเข้มงวดแต่ยอมรับว่าในปัจจุบันไม่มีกฎหมายควบคุมปืน “แบลงก์กัน” ที่มือปืนเด็กไล่ยิงประชาชน เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 5 ราย เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ข่าวระบุว่า แม้แต่เด็กๆก็สามารถสั่งซื้อได้ทางออนไลน์ มีกฎหมายควบคุมเฉพาะการนำเข้า แต่ไม่ควบคุมผู้ซื้อ ไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่กฎหมายควบคุมปืนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2490 เป็นกฎหมายเก่าแก่ มีอายุถึง 76 ปี จึงล้าสมัย ไม่ทันต่อสถานการณ์ ไม่ได้ใช้ควบคุมแบลงก์กัน ซึ่งอาจถือเป็น “ปืนเด็กเล่น” แต่สามารถดัดแปลงให้ใช้ยิงคนตายได้ จึงเป็นที่นิยมในหมู่เยาวชน ซึ่งกฎหมายไม่เอาผิดถึง ติดคุกโฆษกศาลยุติธรรมแถลงว่า เยาวชนอายุเกิน 12 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี ผู้กระทำความผิด ต้องนำส่งศาลเยาวชนและครอบครัว และยกเว้นไม่ต้องโทษจำคุก แสดงว่าคดีที่โด่งดังไปทั่วโลกนี้ ผู้ถูกกล่าวหาไม่ต้องรับโทษ และไม่มีกฎหมายควบคุมปืนที่ใช้ยิงคนตาย เจ้าหน้าที่รัฐไทยต้องบังคับใช้กฎหมายไม่ทันการณ์ประเทศไทยมีกฎหมายดีๆอยู่มิใช่น้อย แต่มีปัญหา “การบังคับใช้” ที่ไม่สุจริต โปร่งใส ตรงไปตรงมา มีปัญหาสารพัดส่วย เงินซื้อได้ทุกอย่าง จนประเทศไทยกลายเป็น “สวรรค์” ของเหล่าอาชญากร ไม่ทราบว่าหน่วยงานไหนรับผิดชอบ เกี่ยวกับการเสนอออกกฎหมาย แต่ละเว้นไม่ทำหน้าที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แต่อาจไม่รู้ว่าจะต้องออกกฎหมายอะไรบ้าง เป็นหน้าที่หน่วยงานผู้บังคับกฎหมายต้องเสนอต่อรัฐบาล แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่รู้ไม่ชี้ สส.ผู้ควบคุมการ บริหารราชการแผ่นดิน ต้องเล่นงานทั้งรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม