มีเสียงวิจารณ์ว่าการปกครองของประเทศไทย มีลักษณะเป็น “หัวมังกุท้ายมังกร” แบ่งการปกครองออกเป็น 3 ส่วน การปกครองส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ต่างจากประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก ที่แบ่งการปกครองเป็นเพียง 2 ส่วน คือส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น เป็นระบบสากลหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีคณะผู้ปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และนายกเทศมนตรี ออกมาแถลงว่าจะร่วมกันเข้าพบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อสอบถามว่ารัฐบาลยังยืนยัน ที่จะดำเนินนโยบายกระจายอำนาจตามสัญญาหรือไม่ไม่มีคำตอบอย่างตรงไปตรงมา รัฐบาลมอบให้พรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบ เรื่องการปกครองภายใน ไม่มีประกาศชัดเจนจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นหรือไม่ แต่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะนำนโยบาย “ผู้ว่าฯซีอีโอ” ในยุคทักษิณกลับมา ทำให้ฝ่ายท้องถิ่นโวยวายว่า ผู้ว่าฯซีอีโอไม่ใช่การกระจายอำนาจแต่เป็นการรวบอำนาจ เพราะกระจายอำนาจจากส่วนกลางหรือรัฐบาล สู่ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นข้าราชการส่วนภูมิภาค มาจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าฯซีอีโอมีอำนาจ “ขี่คอ” ส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)ต่างจากประเทศประชาธิปไตยทั่วไป ที่มีเพียงการปกครองส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารทั้งสองส่วนมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาค ตรงกับนโยบายของพรรคก้าวไกล ที่เสนอให้ยกเลิกส่วนภูมิภาค และให้ประชาชนลงประชามติ เห็นด้วยกับการเลือกตั้ง “นายกจังหวัด” ทั่วประเทศหรือไม่พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดนั่นเอง แต่เลือกตั้งทุกจังหวัด ซึ่งอาจถูกกลุ่มอนุรักษ์นิยมต่อต้าน เพราะก้าวเร็วเกินไปหรือไม่ น่าจะเดินอย่างระมัดระวัง แบบที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญบางฉบับ ให้พัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อม ให้เป็น อปท.ขนาดใหญ่แบบ กทม. และเลือกตั้งผู้ว่าราชการฯเสียงวิจารณ์ที่ว่าการปกครองไทย เป็นแบบหัวมังกุท้ายมังกร เช่น ให้ผู้ว่าฯจากการแต่งตั้ง มีอำนาจเหนือนายก อบจ.ที่มาจากการเลือกตั้ง มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตาม “กฎหมายท้องถิ่น” ซํ้าซ้อนกับ อบต. ให้ อบต.อยู่ในตำแหน่งเป็นวาระ แต่กำนันอยู่ได้ครบเกษียณ 60 ปี สามารถสะสมอำนาจบารมี จนขี่คอตำรวจได้.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม