ในที่สุดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อให้พรรคเลือกคณะกรรมการบริหาร รวมทั้งหัวหน้าพรรคใหม่ เตรียมรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีเหตุผลว่าการเห็นส่วนรวมมาก่อนส่วนตัว คือสำนึกของนักการเมือง พรรคจะเลือกผู้นำใหม่ในวันที่ 23 ก.ย.รัฐธรรมนูญมาตรา 106 บัญญัติไว้ว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้ง สส. ผู้เป็นหัวหน้าพรรคที่มี สส.มากที่สุด และ สส.ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี หรือประธานหรือรองประธานสภา ให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นประเพณีการเมืองที่รับมาจากโลกตะวันตกเนื่องจากการปกครองประชา ธิปไตยในระบบรัฐสภาในทวีปยุโรปส่วนใหญ่มักจะเป็นระบบสองพรรคใหญ่ผลัด เปลี่ยนกันให้ฝ่ายเสียงข้างมากเป็นรัฐบาล พรรคเสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายค้าน สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป จึงมีตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ คือผู้นำฝ่ายรัฐบาลกับผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งประเทศไทยดูเหมือนจะรับประเพณีนี้มา เป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ในปัจจุบันพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคที่มี สส.มากที่สุด แต่ไม่สามารถเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ เนื่องจากหัวหน้าพรรคไม่ได้เป็น สส. อีกทั้งยังมี สส.ของพรรคอีกคนหนึ่ง คือนายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภาผู้แทนฯหลังจากลังเลใจอยู่ระยะหนึ่ง นายพิธาจึงตัดสินใจลาออกจากหัวหน้า พรรค เพื่อเปิดทางให้มีหัวหน้าพรรคคนใหม่รับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งนายพิธาระบุว่าเป็นตำแหน่งสำคัญ เปรียบ เทียบกับหัวเรือที่กำกับทิศทางการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน เพื่อตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่ตกหล่นจากรัฐบาลการลาออกของนายพิธา เปิดทางให้มีหัวหน้าใหม่เพื่อนำไปสู่ผู้นำฝ่ายค้านในสภา แต่มีปัญหาเรื่องรองประธานสภาจะเอาอย่างไร มีข่าวลือว่าพรรค ก.ก.อาจ “เล่นเกมการเมือง” ขับนายปดิพัทธ์ ออกจากพรรคเพื่อให้ยังเป็นรองประธานสภาต่อไป แต่ต้องย้ายไปอยู่พรรคจิ๋ว เป็นเพียงข่าวลือเป็นข่าวลือที่ผู้เชี่ยวชาญระบบรัฐสภาอย่างนายสมชัย ศรีสุทธิยากร แซวว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่เหนือเมฆ แต่จะกระทบต่อศักดิ์ศรีความสง่างามของพรรคและระบบรัฐสภาไทย ทำไมไม่แก้ปัญหาง่ายๆแบบนายพิธา ด้วยการให้นายปดิพัทธ์ลาออกจากรองประธานสภา เรื่องส่วนรวมมาก่อนส่วนตัวหรือมิใช่.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม