เมื่อวานนี้ผมเหลียวหลังไปดูผลงานของ “ลุงตู่” และพบว่าเฉพาะด้านเศรษฐกิจนั้นท่านค่อนข้างประสบความสำเร็จไม่น้อยในช่วง “ลุงตู่ 1” ระหว่าง พ.ศ.2557 ถึง พ.ศ.2562ด้วยความรู้ความสามารถของ “กลุ่ม 4 กุมาร” ที่มาในโควตาของพรรคพลังประชารัฐเป็นส่วนสำคัญดังที่ผมสาธยายไว้แล้วครั้นมาถึงยุครัฐบาลลุงตู่ 2 หรือสมัยที่ 2 ที่เริ่มจากเดือนกรกฎาคม 2562 ถึงเดือนกันยายน 2566...แรกๆก็ยังดูดีโดยเฉพาะในปีแรกของการบริหารประเทศ คำรบ 2 เนื่องจากฝ่ายเศรษฐกิจยังอยู่ในความดูแลของกลุ่ม 4 กุมารอย่างต่อเนื่องแต่แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ภายในพรรคพลังประชารัฐ ทำให้ทีมกลุ่ม 4 กุมารต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งหมดบิ๊กตู่ต้องหันมาใช้ทีมเศรษฐกิจใหม่ที่ท่านไว้ใจ ได้แก่ ท่านรองสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ อดีตรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เพื่อนร่วมรุ่น วปอ.ของท่านให้มาเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ และดูแลกระทรวงพลังงานในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ช่วงแรกท่านไปเชิญ คุณ ปรีดี ดาวฉาย ผู้บริหารระดับสูงของ กสิกรไทย มาเรียบร้อยแล้ว แต่งตั้งแล้วแต่คุณปรีดีก็ขอลาออกด้วยปัญหาสุขภาพทำให้ท่านต้องส่ง คุณ อาคม เติมพิทยาไพสิฐ อดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ที่เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคมอยู่แล้วไปนั่งแทนในความเห็นของผม มองว่าโอเค ทั้ง 2 ท่านแต่ที่ต้องถือว่าโชคร้าย เพราะการเปลี่ยนผ่านที่ว่านี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ท่านกำลังเพลี่ยงพล้ำสงครามโควิด-19 พอดิบพอดีคงจำได้ โควิด-19 ระบาดขึ้นที่ประเทศจีนใน ค.ศ.2019 ช่วงปลายๆ ซึ่งก็คือ พ.ศ.2562 ที่ “ลุงตู่” เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 นั่นเองไวรัสมหาภัยพันธุ์นี้ระบาดเข้าประเทศไทยช่วงต้นปี 2563 ราวๆ มกราคม แล้วแรงขึ้นช่วงเดือนมีนาคมจากการระบาดที่เวที “ลุมพินี”“ลุงตู่” และ “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ใช้วิธีคุมเข้มประกาศ ภาวะฉุกเฉินแบบเต็มสตีม สามารถจัดการ “โควิด-19” ระลอกแรกในไทยอยู่หมัด ได้รับคำชมเชยจาก WHO จนหน้าบานไปทั้ง 2 คนแต่แล้วในเดือนธันวาคมปี 2563 นั่นเอง ประเทศไทยก็โดนโจมตีระลอก 2 จากการระบาดของแรงงานต่างด้าวที่จังหวัดสมุทรสาครคราวนี้เสร็จเลยคนไทยติดเชื้อเป็นเบือ เฉลี่ยเกิน 2,000 รายต่อวันและเสียชีวิตก็เป็นวันละหลายร้อยรายโกลาหลอลหม่านไปทั่วประกอบกับ “กลุ่ม 3 นิ้ว” ก็รวมตัวกันมากขึ้น ออกมาเดินขบวนท้าทายอำนาจรัฐอยู่ตลอดเวลา ทำให้ปี 2564 เกือบทั้งปีเป็นห้วงเวลาแห่งความยุ่งยากสุดๆของ “บิ๊กตู่” และประเทศไทยจนกระทั่งล่วงเลยมาถึงเดือนกรกฎาคม 2565 ทุกอย่างจึงเริ่มคลี่คลาย ประเทศไทยสามารถจัดการกับโควิด-19 ได้ในระดับหนึ่ง และค่อยๆเปิดประเทศตั้งแต่ปลายปี 2565 เป็นต้นมา ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มดีขึ้นแต่บิ๊กตู่นั้น น่วมไปเสียแล้ว แม้จะพยายามชี้ให้เห็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาทำงานหนักอย่างไร ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในด้านใดบ้าง ก็ไม่สามารถลบล้างความเบื่อของประชาชนกลุ่มใหญ่ไปได้ยิ่งใกล้เวลา 8 ปี ของการอยู่ในตำแหน่งเข้ามาเรื่อยๆ เสียงบ่นที่ว่าระยะเวลา 8 ปี เป็นระยะเวลาที่ควรพอได้แล้วสำหรับการบริหารประเทศ ก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆเช่นกันส่งผลให้ท่านและพรรคของท่านพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไป 2566 และต้องตัดสินใจโบกมือลาอย่างถาวรด้วยประการฉะนี้โดยความเห็นส่วนตัวผมมองว่า ตลอดเวลาเกือบๆ 9 ปี ที่ท่านอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านได้ใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาของ ประเทศอย่างสุดความสามารถแล้วเฉพาะปัญหา “โควิด-19” และเศรษฐกิจที่ตกตํ่าอย่างสาหัส เพราะอิทธิฤทธิ์ของไวรัสร้ายตัวนี้ ท่านทำได้ขนาดนี้ผมก็ขอปรบมือให้นิยายกำลังภายในหลายเรื่องใช้สำนวนว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ทำให้หลายๆคนถกเถียงกันว่า ในยามมีอำนาจสูงสุดกับในยามคืนสู่สามัญนั้น อย่างไหนจะสุขกว่ากัน? ซึ่งในส่วนตัวผม...ผมเชื่อว่าการ “คืนสู่สามัญ” น่าจะมีความสุขมากกว่าขอให้ท่านใช้ชีวิตเมื่อคืนสู่สามัญจากนี้เป็นต้นไป ด้วยความสุขกับครอบครัวอันเป็นที่รักของท่าน ขอขอบคุณและขอให้โชคดี (นะจ๊ะ) “ลุงตู่” ของพวกเราชาวอนุรักษ์นิยม.“ซูม”คลิกอ่านคอลัมน์ "เหะหะพาที" เพิ่มเติม