รัฐบาลสหรัฐฯเห็นว่ามีคำวิพากษ์วิจารณ์จากแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลอื่นๆ ในเรื่องความล้มเหลวของปฏิบัติการตีโต้ของกองทัพยูเครน ซึ่งมองว่าเข้าข่าย “มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ” ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการรุกคืบ ยังคงมีความคืบหน้า สามารถทะลวงแนวป้องกันชั้นแรกของรัสเซียในจังหวัดซาโปริชเชีย ทางภาคใต้ของยูเครนได้สำเร็จ และกำลังมุ่งสู่แนวป้องกันชั้นที่สองเป็นคำกล่าวของนายจอห์น เคอร์บี โฆษกสภาความมั่นคงสหรัฐฯ ที่แสดงอารมณ์ไม่พอใจต่อเสียงตำหนิหนาหูจากสื่อมวลชนต่างๆ ถามว่าทำไมปฏิบัติการตีโต้ทวงดินแดนของยูเครน ที่เริ่ม ตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. ถึงไร้ผลลัพธ์เป็นชิ้นเป็นอัน หรือชี้ประเด็นไปแล้วว่า คนวงในของสหรัฐฯรู้แต่แรกว่า ปฏิบัติการจะล้มเหลวอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตาม ความหงุดหงิดของโฆษกสหรัฐฯ มันก็สะท้อนออกมาในสภาพความเป็นจริง ของสนามรบ เพราะหน่วยรบยูเครนก็ไม่มีความคืบหน้าจริงๆ ใช้เวลามากว่า 3 เดือนแล้ว ได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากชาติตะวันตกที่รอคอยมานานไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถถังเลพเพิร์ด 2 แชลเลนเจอร์ 2 ไปจนถึงยานเกราะแบรดลีย์แต่ก็ทำได้เพียงเจาะแนวรบชั้นที่ 1 บริเวณหมู่บ้านราโบติโน จากทั้งหมด 5 แนวรับ (หากยูเครนยังคงมุ่งปฏิบัติตามยุทธศาสตร์เดิมของนักวางแผนชาติตะวันตก นั่นคือการตีเมืองเมลิตโตโปล เพื่อตัดการเชื่อมต่อทางบกระหว่างคาบสมุทรไครเมียกับจังหวัดซาโปริชเชีย-โดเนตสก์)และเอาเข้าจริงแล้ว ยูเครนจะรุกคืบต่อไปได้ถึงไหน เพราะจริงอยู่ว่า ความสำเร็จของการตีทะลวงแนวรับชั้น 1 มาจากการเปลี่ยนกลยุทธ์ของฝ่ายยูเครน จากการโถมกำลังบุกด้วยยานเกราะ กลายเป็นใช้ทหารราบหมู่เล็กๆหลบเลี่ยงแนวกับระเบิด เข้าชิงพื้นที่ทีละเล็กทีละน้อย ยึดบ้าน 1 หลัง 2 หลัง แบบนี้ไปเรื่อยๆกระนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าหน่วยรบฝ่ายรัสเซียก็มีการปรับกลยุทธ์แก้เกมด้วยเช่นกัน โดยเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส สหรัฐฯ รายงานอ้างทหารยูเครนว่า พอฝ่ายยูเครนใช้ทหารกลุ่มเล็ก ทางรัสเซียก็มีการ วางกับดักเพลิง จุดไฟด้วยระเบิดที่ปล่อยจากโดรน และพอยูเครนยึดบ้านได้ 1 หลัง ก็จะมีปืนใหญ่กับจรวดยิงใส่บ้านหลังนั้นในเวลาต่อมากลายเป็นว่ายึดพื้นที่ได้ แต่เสียกำลังพลไปเรื่อยๆ ดั่งคำบรรยายที่ว่าเป็นสมรภูมิ “เครื่องบดเนื้อ” ชี้วัดกันด้วยเชิงปริมาณ ใครจะอึดกว่ากันมีทหารมากกว่ากัน.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ "หน้าต่างโลก" เพิ่มเติม