“จะลาออกกี่โมง”...เป็นคำถามที่เสียดแทงใจ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หลังจาก “หักดิบ” แยกตัวจาก “ก้าวไกล” เพื่อมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเองพูดง่ายๆว่าปวดหัวจากเรื่องหนึ่งแล้วยังถูกกดดันอีกเรื่องหนึ่งซ้อนๆกันอย่างนี้ ปุถุชนคนไหนก็ต้องตัดสินอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีการตั้งคำถามอย่างนี้ก็เนื่องมาจากระหว่างหาเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยประกาศอย่างหนักแน่นหัวเด็ดตีนขาดจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค 2 ลุงถ้าร่วมจะลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทยทันทีปรากฏว่า “เพื่อไทย” ดึงพรรค “2 ลุง” เข้ามาร่วมก็เลยถูกตั้งคำถามว่าเมื่อไรจะลาออก ผลก็เป็นไปอย่างที่เห็นคือการประกาศลาออกทำให้กรรมการบริหารทั้งชุดต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วยและต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่ภายในเวลา 60 วันแบบว่าลูกผู้ชายพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ยิ่งอนาคตการเมืองอีกยาวไกลจึงเป็นสัจจะวาจาที่ต้องพึงปฏิบัติแม้จะถูกค่อนแคะทำนองว่าลาออกแบบนี้ใครก็ทำได้ เพราะได้ไปนั่งเก้าอี้ใหญ่ในรัฐบาลชุดใหม่ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ ใครจะได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ปกติแล้วไล่ตั้งแต่ไทยรักไทยจนมาถึง “เพื่อไทย” นั้น หัวหน้าพรรคแต่ละคนยกเว้นคนชื่อ “ทักษิณ” แล้วไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าใดนักเพราะทราบกันดีว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเพียงแค่ “นอมินี” เท่านั้นทุกอย่างต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าของพรรคตัวจริงเท่านั้นอย่างมากสุดก็ได้เป็นแค่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมิอาจเอื้อมไปถึงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองได้ เพราะมีการจัดสรรส่งมาให้ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวก็เครือญาติ“เศรษฐา ทวีสิน” คือตัวอย่างล่าสุดทว่าปัจจุบันการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปมากไปสู่บริบทใหม่ๆโดยเฉพาะ “ก้าวไกล” พรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองรุ่นเก่าต้องปรับกระบวนใหม่ทั้งระบบแนวคิดเก่าๆรูปแบบเก่าๆไปไม่รอดแน่มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งการหาเสียงเลือกตั้งโดยไม่มีการ “ซื้อเสียง” แต่ขายอุดมการณ์และนโยบายก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้การสื่อสารผ่าน “มือถือ” คือปัจจัยสำคัญการเมืองมีความ “โปร่งใส” มากขึ้น“บ้านใหญ่” ที่ใช้เงิน อิทธิพล บารมี ถูกทำลายล้าง“เพื่อไทย” ชนะอันดับ 1 จากการเลือกตั้งมาอย่างยาวนาน แต่ครั้งล่าสุดต้องพ่ายแพ้ให้กับ “ก้าวไกล” อย่างเจ็บปวดดีที่สมการการเมืองประเทศไทยเปลี่ยนไป “เพื่อไทย” ถูกวางบทบาทในฐานะพรรคแนวทางอนุรักษนิยม (ใหม่) เป็นหัวหอกที่จะป้องกันไม่ให้เสรีนิยมสุดขั้วอย่าง “ก้าวไกล” ผงาดในเวทีการเมือง“เพื่อไทย” จึงได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นแกนนำรัฐบาลด้วยเหตุและปัจจัยเหล่านี้ “เพื่อไทย” จึงต้องปรับขบวนทัพใหม่ทั้งระบบ!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ "กล้าได้กล้าเสีย" เพิ่มเติม