ก้นแม่น้ำเพชรบุรี เคยมีคนงมเจอคันฉ่องสำริดสภาพไม่สมบูรณ์ สมัยราชวงศ์ถัง ครั้งแรก พ.ศ.2553 เจอซีกใหญ่ ครั้งที่สอง พ.ศ.2558 เจอซีกเล็ก เอามาประกบก็เป็นคันฉ่องอันเดียวกันปี พ.ศ.2565 เจอคันฉ่องมีด้ามจับ สมัยราชวงศ์ซ่ง สภาพดี มีจารึกบ้านตระกูลหวางแห่งหลินอันอาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว เขียนไว้ในหนังสือสมบัติชีวิต (สำนักพิมพ์พื้นภูมิเพชร พ.ศ.2565) ว่า คันฉ่องสองบานนี้ เป็นหลักฐานชี้ว่า “นครรัฐเพชรบุรี” เคยมีการค้าขายกับจีนมาแต่สมัยโบราณฯความสำคัญของ “คันฉ่อง” ของคนยุคใหม่ ก็คือกระจกทองเหลืองโบราณ ด้านหนึ่งมีลวดลาย อีกด้านเรียบขัดเงามีเอาไว้ส่องหน้าแต่เมื่อเป็น “คันฉ่อง” ของถางไท่จง ฮ่องเต้ นั้นมีความหมายลึกซึ้งซับซ้อนยิ่งกว่า ทั้งยังไม่ได้มีเพียงบานเดียว “เจินกวนเจิ้งเย่า” ยอดกุศโลบายจีน (อู๋จิง เขียน อธิคม สวัสดิญาณ แปล เต๋าประยุกต์พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2552)เจินกวนศก 17 (ค.ศ.643) ทรงแต่งตั้งให้เว่ยเจิง เป็นอาจารย์ส่วนพระองค์ขององค์รัชทายาท พร้อมช่วยงานในคณะรัฐมนตรีฝ่ายปฏิบัติการเช่นเดิม เว่ยเจิงถวายฎีกา สุขภาพไม่ดีถางไท่จง ตรัสว่า “ข้ารู้ว่าท่านป่วย แต่ท่านจะสอนรัชทายาทโดยนอนบนเตียงก็ได้ ไม่เป็นปัญหา”...ต่อจากนั้นไม่นาน เว่ยเจิง ก็ถึงแก่มรณกรรมถางไท่จง เสด็จไปคารวะศพ ทรงกันแสงโศกเศร้าอาลัย มีพระราชโองการแต่งตั้งย้อนหลัง ให้เว่ยเจิงเป็นซือคง (หนึ่งในสามตำแหน่งขุนนางที่มีศักดิ์สูงสุด) และพระราชทานเกียรตินาม“เหวินเจิน” (นักบุ๋นผู้ภักดีอย่างบริสุทธิ์ใจ)ทรงพระอักษรสดุดีเว่ยเจิงบนป้ายสุสาน พระราชทานศักดินาให้ครอบครัวกินส่วย 900 ครัวเรือนต่อมาถางไท่จงฮ่องเต้ ตรัสแก่เหล่าข้าราชบริพารว่าใช้ทองเหลืองเป็นคันฉ่อง ส่องเห็นใบหน้าแลอาภรณ์ ใช้ประวัติศาสตร์เป็นคันฉ่อง ส่องเห็นความรุ่งเรืองแลเสื่อมโทรม ใช้คนเป็นคันฉ่องส่องเห็นความสำเร็จแลล้มเหลวข้าพยายามรักษาคันฉ่องสามบานนี้ไว้เสมอ เพื่อป้องกันมิให้ข้ากระทำผิดพลาด บัดนี้ เว่ยเจิงถึงแก่กรรม ข้าสูญเสียคันฉ่องไปหนึ่งบานเสียแล้วมีบันทึกท้ายว่า “พระองค์ทรงกันแสงกับเรื่องนี้อยู่นาน”ยังมีพระราชโองการถึงเหล่าเสนาอำมาตย์ต่อมาอีกว่าก่อนนี้ มีเว่ยเจิงคนเดียวคอยชี้ให้ข้าเห็นข้อบกพร่องผิดพลาด แต่หลังจากท่านถึงแก่กรรมแล้ว ก็ไม่มีใครชี้ให้ข้าเห็นอีก นี่เป็นเพราะข้าก่อนนี้มีข้อบกพร่อง และทุกวันนี้ไม่มีข้อบกพร่องละหรือ?เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นเพราะท่านทั้งหลายคอยแต่ประจบเอาใจ กลัวล่วงเกินข้า ไม่กล้าเสนอความคิดเห็น...ข้าก็ยินดีรับฟัง หากข้ายินดีรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่ท่านทั้งหลายก็ยังไม่เสนอความคิดเห็นนี่คือความผิดของใคร?บทสรุปของเรื่องคันฉ่องบานที่สาม...คัมภีร์เจินกวนเจิ้งเย่า...คือคัมภีร์วางรากฐานราชวงศ์ถาง เจริญรุ่งเรืองยั่งยืนกว่า 300 ปี และส่งผลสะเทือนต่อชนรุ่นหลังในเอเชียตะวันออกนับพันปีไฉน ฮ่องเต้ในยุคทองของศักดินาจีน จึงมีความคิดและจิตวิญญาณของนักประชาธิปไตย มากกว่าผู้นำตะวันตกยุคนี้?แปลกนะครับ ผมค้นเอาเรื่องคันฉ่องบานที่สาม ของถางไท่จง มาเล่า แต่ใจไพล่ไปคิดถึงแต่หน้า คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จำได้แต่ประโยคที่ว่าจะโผล่หน้าออกมาให้เห็นเป็นครั้งสุดท้ายแสดงว่าบ้านนี้เมืองนี้จะไม่มีคันฉ่องใสๆ มาให้เราส่องดูผู้คนใหญ่คนโตในบ้านเมืองนี้อีก น่าเสียดายเสียจริงๆ.กิเลน ประลองเชิง