สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรที่ถูกวิพากษ์ วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการอภิปรายที่ กกต.ในหัวข้อ “มี กกต.ไว้ทำไม?” นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้กล่าวในเวทีการอภิปรายตอนหนึ่งว่า “วันนี้มาเป็นจำเลย” น่าจะหมายถึงจำเลยสังคมเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมา มีประชาชนออกมาใช้สิทธิถึง 75% ถือว่าเป็นจำนวนมาก และการเลือกตั้งก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นการเมืองตามอุดมคติ และเลือกนโยบายพรรค โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม หลายจังหวัดไม่มีการร้องเรียนซื้อเสียง ต่างจากในอดีตที่มีเรื่องร้องนับพันๆเรื่องพูดถึงการซื้อสิทธิขายเสียง ต้องย้อนกลับไปถึงยุคที่ยังไม่มี กกต. ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มีการปล่อยให้ซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างกว้างขวาง โดยไม่ค่อยมีการดำเนินคดี โดยเฉพาะผู้สมัคร สส.พรรครัฐบาล ซึ่งเป็น “เจ้านาย” ของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อหาการซื้อเสียงมักหา “ผู้เสียหาย” ไม่ได้ส่วนการเลือกตั้งปีนี้ เรื่องที่ กกต.โดนวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุดคือกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผู้สมัครนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล กกต.ถูกวิจารณ์ว่าเร่งรัดการพิจารณา เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพียงไม่กี่วันก่อนวันเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี ทำให้นายพิธาเดินออกจากสภาทันทีรศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ผู้ร่วมการอภิปรายคนหนึ่ง เสนอแนะว่า กกต.ต้องไม่เป็นสถาบันการเมืองที่ล้าหลัง ไม่ถอยหลังไปสู่ยุคก่อน แต่ไม่ชัดเจนว่าหมายถึงยุคใด ในบางยุคบางสมัย ผู้นำทางการเมืองบางคนคุยว่ากฎหมายอยู่ในมือเรา “กกต.ก็ของเรา” จึงไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกล่าวหามีบางยุคบางสมัยที่อำนาจการเมืองเข้าแทรกแซง และครอบงำองค์กรอิสระ ไม่ใช่แค่ กกต. แต่รวมทั้งองค์กรอิสระอื่นๆด้วย อำนาจการเมืองเริ่มแรกตั้งแต่การแต่งตั้งองค์กรอิสระ ด้วยการส่งคนที่รัฐบาลต้องการ ผ่านทางวุฒิสภา อดีต สว.บางคนเล่าว่า มีการแจกทั้งโผรายชื่อและแจกเงินให้ สว.ในยุคปัจจุบันก็มีเสียงวิพากษ์ วิจารณ์กันมาก เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบัน ที่สืบทอดอำนาจมาจากรัฐบาล คสช.อยู่ในอำนาจถึง 9 ปี มีการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระต่างๆ อีกทั้งรัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้ง สว. ผู้เห็นชอบการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ทำให้น่าสงสัยว่าจะยังเป็นอิสระ และมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่มากน้อยแค่ไหน.คลิกอ่านคอลัมน์ "บทบรรณาธิการ" เพิ่มเติม