ถึงแม้ “สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่สามแห่งสหราชอาณาจักร” จะทรงมียีนอายุยืนที่ได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากบรรพบุรุษ แต่จะเกิดอะไรขึ้นกับ “สมเด็จพระราชินีคามิลลา” หากพระราชสวามีเสด็จสวรรคตไปซะก่อน และลูกเลี้ยงอย่าง “เจ้าชายวิลเลียม” ทรงขยับขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่แทนแท็บลอยด์ใหญ่ของอังกฤษ “เดลี่ มิร์เรอร์” เปิดประเด็นเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่แน่นอนของ “ควีนคามิลลา” โดยตั้งข้อสังเกตว่า ถึงแม้ “กษัตริย์ชาร์ลส์ที่สาม” พระชนมพรรษา 74 พรรษา จะทรงได้รับการถ่ายทอดยีนอายุยืนจากพระราชมารดา “ควีนเอลิซาเบธที่สอง” ซึ่งมีพระชนมายุยืนยาวถึง 96 พรรษา และพระราชบิดา “เจ้าชายฟิลิป” ซึ่งสิ้นพระชนม์ขณะมีพระชนมายุ 99 พรรษา แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน หากองค์ประมุขเสด็จสวรรคตก่อน บทบาทความเป็นพระราชินี คู่ราชบัลลังก์ของ “ควีนคามิลลา” ก็ต้องยุติลงพร้อมๆกับการขยับ เลื่อนขั้นขึ้นของเหล่าองค์รัชทายาท นำทัพโดย “เจ้าชายวิลเลียม”, “เจ้าหญิงเคท” และพระโอรสพระธิดา เพื่อเปิดศักราชใหม่สู่ยุคผลัดแผ่นดินหากดูจากประวัติศาสตร์ โดยทางเทคนิคแล้ว แรงกระเพื่อมนี้จะส่งผลให้ “ควีนคามิลลา” พระชนมพรรษา 76 พรรษา ทรงขยับขึ้นเป็น “สมเด็จพระพันปีหลวง” ตำแหน่งนี้ใช้เป็นครั้งแรกโดย “ควีนอาเดเลด” พระราชินีม่ายของ “กษัตริย์วิลเลียมที่สี่” หลังพระราชสวามีเสด็จสวรรคตเมื่อปี 1837 องค์ควีนยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีก 12 ปี ทั้งคู่ไม่มีรัชทายาท จึงจำเป็นต้องส่งไม้ต่อให้พระราช นัดดาคือ “ควีน วิกตอเรีย” เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์แทนตามโบราณราชประเพณีแล้ว ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของ “ควีนคามิลลา” ที่จะทรงเลือกวิถีชีวิตในอนาคต หลังสิ้นพระราชสวามี หนึ่งในทางเลือกคือ การรีไทร์ตัวเองอย่างเงียบๆจากราชวงศ์วินด์เซอร์ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตยามบั้นปลายที่คฤหาสน์ในชนบท “เรย์ มิลล์ เฮาส์” หรืออีกทางเลือกที่เป็นไปได้คือ ยังขอสานงานต่อด้านการกุศลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ, การศึกษา, ศิลปะ และการช่วยเหลือเหยื่อที่รอดจากการถูกคุกคามทางเพศก็เพราะทรงทราบดีว่าอาจเกิดดราม่าขึ้นกับพระสุณิสา “ควีนคามิลลา” ตั้งแต่ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ “ควีนเอลิซาเบธที่สอง” จึงทรงออกโรงปกป้องไว้แต่เนิ่นๆ โดยความตอนหนึ่งในแถลงการณ์เนื่องในวาระการครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี บ่งบอกชัดถึงพระราช ประสงค์ว่า ข้าพเจ้าโชคดีที่มีเจ้าชายฟิลิปคอยเคียงข้างในฐานะพระราชสวามี ผู้ซึ่งเต็มใจรับบทบาทคู่สมรส และเสียสละกับภาระหน้าที่ที่มาพร้อมบทบาทนี้โดยไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นบทบาทที่ข้าพเจ้าเคยเห็นพระราชมารดาปฏิบัติในรัชสมัยของพระราชบิดา เมื่อถึงเวลาที่พระราชโอรสของข้าพเจ้า “เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์” ขึ้นเป็นกษัตริย์ ข้าพเจ้ารู้ดีว่าท่านทั้งหลายจะให้การสนับสนุนเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และพระชายา “คามิลลา” ในแบบเดียวกับที่เคยให้การสนับสนุนข้าพเจ้า และข้าพเจ้ามีความปรารถนายิ่งว่า เมื่อเวลานั้นมาถึง “คามิลลา” จะเป็นที่รู้จักในฐานะ “สมเด็จพระราชินี” (Queen Consort) ในขณะที่เธอยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดีย้อนกลับไปสมัยของ “สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี” (ควีนมัม) พระราชมารดาของ “ควีนเอลิซาเบธที่สอง” ทรงมีพระชนมายุยืนยาวถึง 101 พรรษา โดยตลอดพระชนม์ชีพทรงเป็นลมใต้ปีกที่ทั้งผลักทั้งดันและให้การสนับสนุนพระราชธิดาองค์โตอย่างแข็งขัน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทอันยิ่งใหญ่ราชินีม่ายได้จากคำไว้อาลัยของ “ควีนเอลิซาเบธที่สอง”“ตั้งแต่แม่ของเราได้จากไป เรารู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นว่ามีคนมากมายรักและอาลัยต่อการจากไปของแม่ เราและครอบครัวรู้เสมอว่าท่านมีความหมายมากเพียงใดต่อประชาชนทั้งประเทศ และท่านจะประทับอยู่ในใจของผู้คนมากมาย หลายปีที่เราได้พบเห็นผู้คนมากมายต้องรับมือกับการจากไปของคนที่รัก บางครั้งก็เป็นการสูญเสียในสถานการณ์ที่แย่และโศกเศร้ามาก เราจึงนับว่าตัวเองโชคดีที่แม่ของเราได้มีชีวิตยืนยาวและเต็มไปด้วยความสุข...”.มิสแซฟไฟร์คลิกอ่านคอลัมน์ “คนดังอะราวนด์เดอะเวิลด์” เพิ่มเติม