ลองว่าไม่ได้มันก็คงไม่ได้ ไม่ว่าจะเสาะแสวงหาวิธีการใดๆ ก็ไปไม่ถึงจุดนั้นได้ กำลังพูดถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประมุขฝ่ายบริหารประเทศไทย“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แคนดิเดตจาก “ก้าวไกล” ที่พาดเป้าจากการโหวตครั้งแรกมาแล้ว และพยายามที่จะผลักดันครั้งที่ 2ก็ยังเจอแรงต้านจากข้อกฎหมาย ที่ระบุว่าไม่สามารถยื่นให้รัฐสภาพิจารณาได้ เนื่องจากเป็นญัตติที่ถูกตีตกมาแล้วจะยื่นซํ้าในสมัยประมุขเดียวกันไม่ได้ระหว่างที่รัฐสภากำลังพิจารณาเรื่องนี้ ก็มีเหตุซ้อนขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวพันกับ “พิธา” โดยตรงคือเรื่องคุณสมบัติ“หุ้นสื่อ”...เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 รับคำร้องของ กกต.ที่ขอให้มีคำสั่งให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ตามรัฐธรรมนูญ ม.82เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องที่ กกต.ร้องมานั้น ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของ “พิธา” อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย และการคัดค้านโต้แย้ง เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการสำคัญของที่ประชุมรัฐสภา และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจึงมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. 66 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยและให้ “พิธา” ชี้แจงภายใน 15 วันมติ 4 ต่อ 1 เห็นว่ากรณีมีหลักฐานปรากฏว่า นายพิธาเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดในวันรับสมัครเลือกตั้ง อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครเลือกตั้ง สส. และเป็นเหตุให้สมาชิกสภาพ สส.ของนายพิธาสิ้นสุดลงทั้งนี้ กกต.ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ ม.82 ว่าสมาชิกภาพของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกลสิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญ ม.101(6) ประกอบ ม.98(3) หรือไม่จากเหตุที่มีชื่อถือครองหุ้นบริษัทไอทีวีจำนวน 42,000 หุ้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ม.82(4) ประกอบ(1) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 ม.75เรื่องก็เป็นไปอย่างนี้...แบบว่าศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกอย่างใดอย่างนั้นซึ่งแน่นอนว่ากรณีนี้ แม้จะอ้างกันว่านี่เป็นเรื่องคุณสมบัติ สส. ไม่เกี่ยวกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังสามารถโหวตแต่มองลึกลงไปมันคงแยกไม่ออกอย่างนั้นเพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาว่า มีความผิดจริงไม่ได้เป็น สส.ก็จริง แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มีความผิดติดตัวอย่างนี้ก็คงอยู่ในตำแหน่งไม่ได้!อีกทั้งฝ่ายที่ไม่นิยมชมชอบ ซึ่งไม่โหวตให้อยู่แล้วด้วยประเด็น ม.112 บวกกับเรื่องนี้เข้าไปอีกก็ยิ่งหนักเข้าไปอีกเพราะถ้าผิดจริง อาจจะต้องเจอมรสุมลูกใหญ่ คือการถูกตัดสิทธิทางการเมือง อย่างที่มีการลงโทษนักการเมืองมาแล้วอย่างน้อยก็ 10 ปีขึ้นไปนี่เป็นบทเรียนสำหรับนักการเมือง ที่ควรพึงจำไว้เป็นอย่างยิ่งว่า จะต้องรอบคอบ ตรวจสอบให้ชัดเจนในเรื่องคุณสมบัติจะไปโทษใครก็ไม่ได้!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ "กล้าได้กล้าเสีย" เพิ่มเติม