เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. รัฐบาลโปแลนด์ประกาศจุดยืนไม่ไว้ใจความเคลื่อนไหวของกลุ่มวากเนอร์ หลังเกิดกรณีก่อความวุ่นวายในรัสเซียเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้นายเยฟกินี ปรีโกชิน หัวหน้ากลุ่มวากเนอร์ ถูกนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย สั่งเนรเทศไปเบลารุส ซึ่งอยู่ติดกับภาคเหนือของยูเครนและภาคตะวันออกของโปแลนด์ จนถูกมองว่าเป็นการเดินกลยุทธ์อะไรบางอย่างหรือไม่ทั้งนี้ นายยาโรสลอว์ คาชินสกี รองนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ออกแถลงการณ์ว่า การที่หัวหน้ากลุ่มวากเนอร์ถูกเนรเทศไปเบลารุส และต่อมารัฐบาลรัสเซียก็ประกาศให้สมาชิกกลุ่มวากเนอร์เลือกได้ว่าจะรบในยูเครนต่อ หรือกลับบ้าน หรือตามหัวหน้าไปอยู่เบลารุสด้วย อาจเป็นขั้นตอนต่อไปของสงครามไฮบริด ซึ่งจะเป็นสงครามที่ยากลำบากกว่าที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลโปแลนด์จึงขอตัดสินใจเพิ่มกำลังทหารตามชายแดนเบลารุส พร้อมติดตั้งระบบอื่นๆที่จำเป็นตลอดแนวชายแดน ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองของโปแลนด์ เชื่อว่ามีสมาชิกวากเนอร์เข้าไปอยู่ในเบลารุสแล้วมากกว่า 8,000 นาย ถือเป็นอันตราย ไม่เฉพาะโปแลนด์ แต่รวมถึงยูเครนและลิทัวเนีย ซึ่งนายมาริอุซ บลาซชัก รมว.กลาโหมโปแลนด์ มองว่าวากเนอร์เป็นกลุ่มคนที่ได้รับการฝึกฝน พร้อมจะทำได้ทุกอย่าง เลยเชื่อว่าจะต้องมีการโจมตีแบบลูกผสม “ไฮบริด” ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงจำเป็นที่โปแลนด์ต้องรีบเสริมกำลังพรมแดนวันเดียวกัน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน เรื่องการสนับสนุนรัฐบาลยูเครนสู้รบรัสเซีย พบว่า 50% สนับสนุนการส่งอาวุธช่วยเหลือ ซึ่งลดจาก 61% ในช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ขณะที่คำถามเรื่องการส่งอาวุธช่วยเหลือยูเครนยังพบว่าชาวอเมริกันสายพรรคเดโมแครตยังคงสนับสนุนอยู่ที่ 81% ชาวอเมริกันสายรีพับลิกันยังคงสนับสนุนอยู่ที่ 56% ส่วนที่รัสเซียนั้น ผลโพลท้องถิ่นของสื่ออาร์ทีวีไอยังถามความเห็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ โดยพบว่า ชาวรัสเซียที่ตอบแบบสอบถาม 74% รับไม่ได้หากกองทัพรัสเซียจะใช้นิวเคลียร์ แต่มีประมาณ 10% มองว่าใช้นิวเคลียร์เป็นเรื่องที่รับได้ ส่วนอีก 5% มองว่าควรใช้ก็ต่อเมื่อมีความเสี่ยงว่าจะพ่ายแพ้ ด้านนายเยนส์ สโตลเตนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) กล่าวย้ำว่า ยูเครนต้องได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ นี่คือเงื่อนไขในการที่จะมาหารือกันว่ายูเครนจะได้เป็นสมาชิกนาโตหรือไม่.