เป็น talk of the town หลังเลือกตั้งมาครึ่งเดือนแล้ว ที่ทุกมุมเมืองทุกกลุ่มอาชีพ ต้องคุยเรื่องเดียวกัน คือสูตรร่วมรัฐบาล ซึ่งทำให้คนที่เต็มใจไปเลือกตั้ง เพื่อให้ได้คนที่เชื่อว่าจะมากอบกู้วิกฤติบ้านเมือง กำลังมีความรู้สึกเดียวกัน คือ เบื่อ และ ดูออก กับ ข้ออ้าง บางเรื่อง ของบางคนด้วยอาชีพ “สื่อมวลชน” ซึ่งทำหน้าที่ เปิดหูเปิดตา ให้สังคมมีโอกาสรับรู้ข้อมูลต่างๆ มาเกือบ 40 ปี วันนี้ โสมชบา ขอโฉบไปเฉียดๆขอบสภาฯ เพื่อเล่าเรื่องที่รู้เห็นจริง เผื่อหลายๆคน ที่อาจไขว้เขวกับการชี้นำ และรู้สึกไม่ดี กับบางเรื่อง (ที่อาจไม่รู้จริง) ได้คิด และอาจช่วยปรับความคิด ที่นำไปสู่ความเห็นต่าง และช่วยลดความแตกแยกได้บ้าง--จากประเด็นหนึ่งคือ ให้เลิกการบังคับ เกณฑ์ทหาร ซึ่งขอบอกเลยว่า โสมชบา ที่ก็เป็นลูกทหาร เห็นด้วย 100% ให้สมัครใจ เถอะค่ะ ตั้งแต่เด็กๆ พวกเราพี่น้อง คุ้นกับการมี “อา” ซึ่งเป็นคำเรียก พลทหาร ที่หลายประเทศมีมาเป็นร้อยปี และหลายประเทศก็ยังมี เกณฑ์ทหาร อยู่ เพื่อสร้างกองทัพที่มีพลัง เพราะ กำลังทหาร คือแสนยานุภาพที่สำคัญพอๆกับอาวุธ ตอนเรายังเด็กๆ จึงมี อา หลายคน ที่พอจำได้คือ อามิตร อาปลอด อาล้น อาเช้ง โดยคุณพ่อ พ.อ.ประทัย โกศลกุล บอกว่า เขาขอมาอยู่ เพราะเวลา 2 ปีที่มาเป็นทหารเกณฑ์ หลายคนก็มีเรื่องติดขัด ภาระค้างคา เช่น อยู่ระหว่างเรียนหนังสือ บางคนต้องออกจากงาน บางคนขาดคนดูแลพ่อแม่ ลูกเมีย ดังนั้น หลังผ่านการฝึก และรอปลดประจำการ พลทหารบางคน จึงสมัครใจ ขอไปอยู่บ้านนาย จะได้มีโอกาสเรียนต่อ ไปเยี่ยมครอบครัว หรือทำเรื่องอื่นๆ ได้ง่ายกว่าอยู่ในกรมกอง ซึ่งผู้บังคับบัญชาก็อะลุ่มอล่วย เพราะเห็นใจในความจำเป็นของบางกรณีที่บ้านเรา จึงมี อา เป็นเหมือนพี่ชายคนโต สอนการบ้าน ป้อนข้าวน้องเล็กๆ กินอะไรกินด้วยกัน เวลา อา รดน้ำต้นไม้ ล้างจาน พวกเราก็ต้องช่วย ไปเที่ยวไหน อา ก็ไปด้วย อา บางคนที่ใฝ่เรียน ก็อนุญาตให้ไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน ภาคค่ำ บางคนมีฝีมือทำอาหาร คุณแม่ก็ต่อรถเข็น ให้ทำอาหารไปขายกลางคืนหารายได้พิเศษ ส่งให้ครอบครัวอา ฯลฯ ถ้าเราดื้อ ผู้พันและคุณนายก็อนุญาตให้ดุหรือตีเลย น้องๆผู้ชาย ชนุมชัย-วิสัยสุทธิ์-พุทธิพล-ถกลเกียรติ ที่เฮี้ยว งอแง จึงเคยโดน อา เตะ หรือฟาดไปหลายแปะ อา คนหนึ่งของเรา ชื่อ เจี้ยว แซ่ตัน หลังปลดประจำการ ก็ยังไปมาหาสู่กับครอบครัวเรา พอแต่งงาน ก็ขอให้ผู้พันกับคุณนายไปเป็นประธาน และหมั่นไปมาเยี่ยมเยียน แม้ในสมัย 40 ปีก่อน การไปมานครศรีธรรมราช-ภูเก็ต ไม่ได้สะดวก ตอนผู้พันเริ่มป่วย อาเจี้ยว บอกทันที พร้อมจะมาอยู่ดูแลผู้พัน ที่เขารักเหมือนพ่อ อาเจี้ยว จึงเป็นผู้ใหญ่ที่ลูกๆ ของผู้พันรักเคารพ และสอนให้รุ่นหลาน รู้ตำนาน ตาเจี้ยว ที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ทุกวันนี้ แทนความคิดถึงที่เดินทางไม่สะดวก อาเจี้ยว วัยเกือบ 70 ก็ยังส่งของทะเล ขนมพื้นเมืองภูเก็ตที่จำได้ว่าน้องๆชอบ มาให้เสมอที่เล่าเรื่องนี้ ก็เพื่อให้เห็นอีกมุมว่า ชีวิตของพลทหาร ที่แม้จะถูกเกณฑ์ โดยข้อบังคับ ตามระเบียบราชการกองทัพ ซึ่งมีมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ได้แย่ ลำบาก หรือถูกกดขี่กดดัน อย่างที่บางคนพูดในแง่ลบโดยไม่รู้จริง เช่น ต้องไปรับใช้นาย ไปซักผ้าถุง กางเกงในให้คุณนาย ฯลฯ เพราะ อาเจี้ยว จะเล่าให้ลูกหลานฟัง ว่า ทุกวันนี้ที่ชีวิตสบาย เพราะผู้พันสอนแต่เรื่องดีๆ ให้กตัญญู ขยันอดทน ซื่อสัตย์ อย่าคดโกง อย่ากลัวความลำบาก พอพ้นทหาร อาเจี้ยว ซึ่งเรียนไม่จบ ป.4 อ่านหนังสือแทบไม่ออก จึงไปทำงานเฝ้าสวนยาง และได้ใช้ชื่อเสียงที่เคยเป็นทหารบ้านผู้พัน เป็นเกราะ ให้โจรที่ยังมีมากในสมัยนั้น ไม่กล้ายุ่งกับสวนยางที่ อาเจี้ยว เฝ้า เพราะกลัวทหาร ต่อมาด้วยความดี อาเจี้ยว ก็ได้แต่งงานกับ เจ๊ฮุ่ย ลูกสาวนายหัว ช่วยทำมาหากิน จนมีฐานะดีมาก ที่ดินในสวนยาง ที่พ่อตาแม่ยายแบ่งให้ ก็มีถนนตัดผ่าน กลายเป็นที่ดินถนนกลางเมือง และมีห้างใหญ่มาซื้อแต่หลังภรรยาเสีย อาเจี้ยว ก็อยู่อย่างเรียบง่าย ตามที่ผู้พันสอน มีน้องสาวดูแล ใครไปหา อาเจี้ยว จะหยิบรูปตอนเป็นทหารเกณฑ์ มาเล่าถึงชีวิตตอนอยู่กับครอบครัวผู้พัน เมื่อ 40 ปีก่อน ว่ามีแต่ความทรงจำที่ดี--ที่เล่ามา ก็คงสะท้อนให้ได้เห็น มุมน่ารักๆ ของ พลทหาร ที่มีโอกาสได้รับสิ่งดีๆ จากการถูกเกณฑ์ทหารเหมือนกัน.โสมชบา