วันนี้มีการปราศรัยหาเสียงเป็นครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะ สนามกรุงเทพมหานคร ที่มี ส.ส.เขตมากที่สุด 33 คน พรรคการเมืองใหญ่ 6 พรรคจับจองสถานที่ปราศรัยหาเสียงไว้เรียบร้อยแล้ว พรรคเพื่อไทย จองเวที อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี พรรคก้าวไกล จองเวทีสนามกีฬาไทย–ญี่ปุ่น ดินแดง พรรคพลังประชารัฐ จองเวทีข้างๆอาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย–ญี่ปุ่น ดินแดง พรรครวมไทยสร้างชาติ จองเวทีวงเวียนใหญ่ฝั่งธน พรรคประชาธิปัตย์ จองเวทีลานคนเมือง เสาชิงช้า พรรคภูมิใจไทย จองเวทีโชว์ดีซีเวทีไหนมีผู้ฟังมากกว่ากัน คงวัดคะแนนเสียงคนกรุงเทพฯได้เหมือนกัน แม้แต่ “พลังเงียบ” ที่แต่ละพรรคคาดหวังจะได้คะแนนเสียง ก็คงฟังการปราศรัยผ่านสื่อโซเชียลอยู่ที่บ้านน่าเสียดายที่ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่อาจก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้ มิหนำซ้ำยังเพิ่มความขัดแย้งในวงกว้างจาก “วาทะที่สร้างความเกลียดชัง” หรือ Hate Speech ของนักการเมืองบางพรรค หวังแบ่งแยกประชาชนเพื่อดึงคะแนนเสียง แทนที่จะหาเสียงด้วยความสร้างสรรค์ด้วยนโยบาย “อนาคตของชาติใน 4 ปีข้างหน้า” การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นการ “วัดพลังของคนต่างรุ่น” ระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “คนรุ่นเก่า” และวัดพลังกันระหว่าง “ฝ่ายขวาอนุรักษนิยม” กับ “ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย” ที่ชัดเจนเป็นครั้งแรกการเลือกตั้งล่วงหน้านำร่องเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม มีผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งมากกว่า 91% กว่า 2 ล้านคนจากผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 2.3 ล้านคน การเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินกันว่า จะมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสูงเช่นเดียวกันอาจจะเกิน 80% ขึ้นไป ซึ่งจะมีนัยสำคัญต่อประชาธิปไตยของประเทศมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของ มูลนิธิ Friedrich–Ebert–Stiftung เรื่อง การสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่นไทย 2020–2021 Youth Study Thailand จัดทำโดย ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์วิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และ ดร.จิราภรณ์ ดำจันทร์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สำรวจผู้มีอายุระหว่าง 14–35 ปี 1,463 คน ซึ่งเป็น ตัวแทนของกลุ่มคนเจน X และเจน Z โดยถามว่า หากมีการเลือกตั้ง ส.ส.ในวันพรุ่งนี้ พวกเขาจะไปเลือกตั้งหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า 85% จะไปเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ายอดผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในปี 2562 ซึ่งมีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 74.7% เป็นตัวเลขที่แตกต่างจากวัยรุ่นประเทศอื่นทีนี้ไปดู โครงสร้างประชากรของกลุ่มคนรุ่นต่างๆ ที่มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมีผู้จัดทำขึ้นจากข้อมูลประชากรของกรมการปกครองดังนี้คน Gen Z อายุระหว่าง 18–25 ปี มีจำนวน 6.69 ล้านคน คิดเป็น 12.78% คน Gen Y อายุระหว่าง 26–41 ปี มีจำนวน 15.10 ล้านคน คิดเป็น 28.87% คน Gen X อายุระหว่าง 42–57 ปี มีจำนวน 16.15 ล้านคน คิดเป็น 30.87% คน Gen Baby Boomer อายุระหว่าง 58–76 ปี มีจำนวน 11.84 ล้านคน คิดเป็น 22.64% คน Gen Silent อายุ 77 ปีขึ้นไป มีจำนวน 2.53 ล้านคน คิดเป็น 4.84%กลุ่มคนรุ่นเก่าอายุ 58 ปีขึ้นไป จำนวน 14.37 ล้านคน สัดส่วน 27.48% ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นกลุ่มที่ไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง ถือเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม กลุ่มเจน X อายุระหว่าง 42–57 ปี 16.15 ล้านคน สัดส่วน 30.87% ถือเป็น โซ่ข้อกลาง ที่เชื่อมระหว่างกลุ่มคนรุ่นใหม่กับกลุ่มคนรุ่นเก่า คะแนนกลุ่มนี้อาจมีบางส่วนสวิงได้ ส่วน กลุ่มคนรุ่นใหม่เจน YZ อายุ 18–41 ปี 21.79 ล้านคน สัดส่วน 41.65% มีจำนวนมากกว่าคนรุ่นเก่าชัดเจน ถ้ารวมเจน X เข้าไปด้วย จะมีถึง 37.94 ล้านคน สัดส่วน 72.52% คนรุ่นใหม่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ชอบเสรีนิยมผลไม่มีข้อสรุปครับ มีแต่ข้อมูล แต่ วันเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม ขอให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้เกิน 80% ขึ้นไป ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอนครับ.“ลม เปลี่ยนทิศ”